แชร์

15 ปีของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

อัพเดทล่าสุด: 22 ต.ค. 2026
2 ผู้เข้าชม

ตลอด 15 ปีของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล (มญช.) การเติบโตขององค์กรไม่ได้มีเพียงเรื่องราวของงานที่ทำหรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังมีบทเรียนจากผู้คนที่เราได้ร่วมเดินทางและทำงานด้วย ทั้งผู้หญิงที่เผชิญความรุนแรง ผู้ชายที่เปลี่ยนแปลงตัวเอง ผู้ใช้แรงงาน และผู้คนที่ต้องต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม

ในเวทีเสวนาครบรอบ 15 ปี ภายใต้แนวคิด “จากรากสู่ใบ” คุณจะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล หรือที่เราเรียนกันว่า “พี่จะเด็จ” พาเราย้อนกลับไปมองจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ตั้งแต่วันที่ก้าวออกจากห้องเรียนไปทำงานกับผู้ใช้แรงงาน จนค้นพบว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เริ่มจากการเข้าไปบอกผู้คนว่าต้องทำอะไร แต่เริ่มจากการเข้าใจชีวิตของพวกเขา และเชื่อมั่นว่าพวกเขามีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ด้วยตัวเอง

เรื่องราวของพี่จะเด็จไม่ใช่เพียงประสบการณ์ของคนทำงานภาคประชาสังคม แต่ยังสะท้อนหลักคิดสำคัญที่เชื่อมโยงกับการทำงานของ มญช. มาตลอด นั่นคือ การเรียนรู้จากผู้คน การยืนหยัดเคียงข้างผู้ที่เผชิญปัญหา และการสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อการเปลี่ยนแปลง

จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ เมื่อโลกจริงอยู่นอกห้องเรียน

ก่อนจะก้าวเข้ามาทำงานภาคประชาสังคม พี่จะเด็จเติบโตมาในครอบครัวทหาร ผ่านการศึกษาในระบบที่ให้ความสำคัญกับระเบียบวินัยและผลการเรียน แต่ประสบการณ์ในวัยเด็กกลับทำให้เขาตั้งคำถามกับการศึกษาไม่น้อย โดยเฉพาะความรู้สึกหวาดกลัวและการถูกตัดสินจากความสามารถในการเรียน

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อพี่จะเด็จได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์อีกด้านของขบวนการนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ผ่านการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในช่วงมัธยมปลาย โดยมีครูนพพลเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ซึ่งเป็นครูที่พี่จะเด็จยังจดจำชื่อได้อย่างแม่นยำ การเรียนรู้ครั้งนั้นทำให้เริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยเชื่อหรือได้รับการบอกเล่ามา และมองเห็นว่าประวัติศาสตร์อาจมีอีกหลายแง่มุมที่ไม่เคยได้รับรู้มาก่อน สิ่งที่เคยเชื่อหรือรับรู้มาแต่เดิมอาจไม่ได้สะท้อนความจริงทั้งหมด

การได้เรียนรู้เรื่องราวของผู้คนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพและความเป็นธรรม ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามกับความเหลื่อมล้ำและปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคม ขณะเดียวกัน การทำกิจกรรมนักศึกษาก็เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ นอกห้องเรียนมากขึ้น

แต่บทเรียนสำคัญที่สุดกลับเกิดขึ้นเมื่อก้าวเข้าสู่การทำงานจริง โดยเฉพาะการทำงานกับผู้ใช้แรงงานหญิง ซึ่งเป็นโลกที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยเรียนรู้มาอย่างมาก

พี่จะเด็จเล่าว่า แม้จะเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่เมื่อเข้าไปทำงานกับผู้ใช้แรงงาน เขากลับพบว่าตัวเองแทบไม่มีความรู้เกี่ยวกับชีวิตของคนกลุ่มนี้เลย ต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่จากประสบการณ์ของผู้คนที่ทำงานด้วย

เขาสรุปบทเรียนจากประสบการณ์นี้ไว้อย่างชัดเจนว่า

“การเรียนรู้มันเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจสังคม แต่ถ้าเกิดว่าเราคิดว่าเรารู้แล้ว มันจะทำให้เราไม่เข้าใจสังคมเลย” 

บทเรียนนี้เตือนให้เห็นว่า ความรู้จากตำราเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการเข้าใจปัญหาของผู้คน หากเราไม่เปิดใจรับฟังและทำความเข้าใจชีวิตจริงของพวกเขา การทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมก็อาจเริ่มต้นจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้เช่นกัน

“คนงานฉลาดกว่าผม” บทเรียนที่ทำให้ต้องลดอีโก้

ในช่วงเริ่มต้นทำงานกับผู้ใช้แรงงาน พี่จะเด็จต้องเรียนรู้ทั้งสภาพการทำงาน ความเป็นอยู่ในหอพัก และเหตุผลที่ทำให้คนงานรวมตัวกันเรียกร้องสิทธิและความเป็นธรรม

ช่วงแรก เขาเคยคิดว่าการเป็นนักพัฒนาน่าจะทำให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือหรือแนะนำแนวทางให้คนงานได้ แต่เมื่อทำงานจริงกลับพบว่า การเข้าใจชีวิตของผู้คนไม่ใช่เรื่องง่าย และการเข้าไปบอกว่าคนอื่นควรทำอะไร โดยที่ตนเองยังไม่เข้าใจชีวิตของพวกเขา อาจไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

พี่จะเด็จเล่าถึงผู้นำแรงงานที่ได้ร่วมงานด้วยในพื้นที่พระประแดงว่า คนเหล่านี้มีความสามารถในการจัดตั้งและรวมกลุ่มคนงานสูงมาก ขณะที่ตัวเขาเองยังมีความรู้น้อยกว่าคนที่ทำงานด้วยเสียอีก

เขาจึงกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า

“คนงานผู้นำแรงงานฉลาดกว่าผม”

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่า การเป็นนักพัฒนาไม่ได้หมายถึงการเป็นผู้รู้ที่เข้าไปสั่งสอนคนอื่น แต่ต้องพร้อมเรียนรู้และยอมรับว่าคนที่เผชิญปัญหาอยู่จริงอาจเข้าใจสถานการณ์ของตนเองได้ลึกซึ้งกว่าคนนอก

เมื่อย้ายไปทำงานในพื้นที่อ้อมน้อยและอ้อมใหญ่ พี่จะเด็จพบว่าการนำประสบการณ์จากพื้นที่หนึ่งไปใช้กับอีกพื้นที่หนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลเสมอไป ช่วงแรกที่เข้าไปเชิญคนงานประชุม กลับมีคนมาร่วมน้อยมาก จนบางครั้งเหลือเพียงตัวเขาเอง

แทนที่จะโทษคนงาน เขาเลือกลงไปทำความรู้จักผู้คนให้มากขึ้น เข้าไปเยี่ยมตามโรงงานและหอพัก พูดคุย กินอยู่ และใช้เวลากับพวกเขา เพื่อทำความเข้าใจว่าคนงานมีปัญหาอะไร ใช้ชีวิตอย่างไร และเหตุใดจึงยังไม่ไว้วางใจการทำงานของเขา

เมื่อได้เข้าใจชีวิตและปัญหาของคนงานมากขึ้น ความสัมพันธ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป ผู้คนเริ่มเปิดใจ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเข้ามามีส่วนร่วมในการรวมกลุ่มมากขึ้น จนพัฒนาไปสู่การสร้างอำนาจต่อรองและการจัดตั้งสหภาพแรงงาน

พี่จะเด็จมองว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการทำงาน เพราะทำให้เข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากการที่นักพัฒนานำความรู้ไปมอบให้ผู้คน แต่เกิดจากการที่คนทำงานพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับผู้คนที่ทำงานด้วย

“ถ้าเราไม่ลดอีโก้ ไม่ลงมาทำตัวในการเป็นส่วนหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงมันจะไม่เกิดขึ้น”

เมื่อผู้คนรวมพลัง การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นได้

ประสบการณ์ทำงานกับผู้ใช้แรงงานทำให้พี่จะเด็จเห็นว่า เมื่อผู้คนได้รวมกลุ่มและสร้างพลังในการต่อรอง พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองได้ ตั้งแต่การเรียกร้องสิทธิในระดับแผนก การขยายการรวมกลุ่มในโรงงาน ไปจนถึงการจัดตั้งสหภาพแรงงาน

การรวมกลุ่มไม่ได้หยุดอยู่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังสามารถเชื่อมโยงไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับกฎหมายและระบบสวัสดิการด้วย

พี่จะเด็จยกตัวอย่างการพัฒนาสวัสดิการของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเริ่มจากการรวมกลุ่มและจัดตั้งกองทุนในระดับเล็ก ก่อนจะเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิที่กว้างขึ้น รวมถึงการเกิดขึ้นของกฎหมายประกันสังคม

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เห็นว่า ผู้คนที่เผชิญความยากลำบากไม่ได้เป็นเพียงผู้รอรับความช่วยเหลือ แต่สามารถเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตนเอง หากมีโอกาสรวมตัว มีพื้นที่ในการแสดงออก และมีพลังในการต่อรอง

“ถ้าเกิดเรายืนหยัดอยู่ข้างคนยากคนจน คนงาน มันนำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงได้”

สำหรับการทำงานขององค์กรภาคประชาสังคม บทเรียนนี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะเป้าหมายไม่ใช่การทำทุกอย่างแทนผู้คน แต่เป็นการทำงานร่วมกันเพื่อให้พวกเขามีความสามารถและอำนาจในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองได้มากขึ้น

จากรากสู่ใบ องค์กรต้องเติบโตบนความเป็นจริงของสังคม

หลังทำงานในองค์กรเดิมมาเกือบ 25 ปี พี่จะเด็จเริ่มคิดถึงการสร้างคนรุ่นใหม่ให้เข้ามารับช่วงต่อ เพราะเชื่อว่าการทำให้องค์กรเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ควรขึ้นอยู่กับคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว

เมื่อเริ่มต้นทำงานกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลในปี 2554 เขาจึงตั้งใจว่าจะไม่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการไปตลอด แต่จะใช้เวลาในการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์เพียงพอที่จะสานต่องานขององค์ก

กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นผ่านการทำงานร่วมกัน การศึกษากลุ่ม การดูภาพยนตร์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ลงมือทำงานจริง เพื่อให้พวกเขาค่อย ๆ พัฒนาความคิดและความเชื่อมั่นของตนเอง

สำหรับพี่จะเด็จ การสร้างคนไม่ได้จบลงที่การให้ความรู้ แต่ต้องเปิดโอกาสให้ได้ทดลองทำงาน เผชิญความท้าทาย และเรียนรู้จากข้อผิดพลาดด้วย

แนวคิดนี้สะท้อนผ่านการทำงานกับสื่อมวลชนเช่นกัน เมื่อมีนักข่าวต้องการสัมภาษณ์เขาในฐานะผู้มีประสบการณ์ยาวนาน พี่จะเด็จกลับเลือกสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่เป็นผู้ให้สัมภาษณ์แทน แม้พวกเขาจะยังไม่มั่นใจหรือกังวลว่าจะทำได้ไม่ดีนักก็ตาม

พี่จะเด็จมองว่าการให้คนรุ่นใหม่ได้ลงมือทำจริงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้และเติบโต เพราะหากทุกอย่างยังต้องรอให้คนรุ่นเดิมเป็นผู้พูดหรือเป็นผู้ตัดสินใจ องค์กรก็ยากที่จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

แต่การสร้างคนรุ่นใหม่จะเกิดขึ้นได้อย่างมีความหมายก็ต่อเมื่อองค์กรยังรักษารากของตัวเองไว้ได้ด้วย

สำหรับ มญช. รากดังกล่าวคือการยืนหยัดอยู่กับผู้หญิงที่เผชิญความรุนแรงและการถูกเอาเปรียบ ผู้ใช้แรงงาน ตลอดจนผู้คนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำและปัญหาเชิงโครงสร้าง

พี่จะเด็จมองว่า องค์กรไม่ควรละทิ้งประสบการณ์จากการทำงานเดิม แต่ต้องนำบทเรียนเหล่านั้นมาปรับใช้กับบริบทที่กว้างขึ้น ทั้งการทำงานกับผู้ประสบปัญหาและการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนที่มีความหลากหลาย

รากขององค์กรจึงไม่ได้หมายถึงการยึดติดกับวิธีการทำงานแบบเดิม แต่หมายถึงการยืนหยัดในหลักคิดที่ทำให้องค์กรมีความหมายต่อผู้คน

“เราไม่ได้เป็นฮีโร่” แต่เป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

อีกประเด็นที่พี่จะเด็จให้ความสำคัญ คือการทบทวนบทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนและนักวิชาการในกระบวนการเปลี่ยนแปลงสังคม

จากประสบการณ์การทำงานตลอดหลายสิบปี เขายืนยันว่าความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากองค์กรหรือคนทำงานพัฒนาเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากผู้คนที่เผชิญปัญหาและลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเอง

พี่จะเด็จกล่าวว่า

“เราไม่ได้เป็นฮีโร่ เราไม่ได้เป็นคนที่สำคัญอะไรมาก คนที่สำคัญคือคนที่อยู่ตรงนี้”

คำพูดนี้สะท้อนหลักคิดสำคัญของการทำงานที่ไม่ต้องการให้ผู้คนกลายเป็นเพียงผู้รับความช่วยเหลือจากองค์กร แต่ต้องการให้พวกเขามีพื้นที่ มีเสียง และมีอำนาจในการกำหนดการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเอง

องค์กรภาคประชาสังคมจึงมีหน้าที่สนับสนุนให้ผู้คนสามารถลุกขึ้นมาจัดการปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าการมีองค์กรเข้ามาช่วยเหลือเป็นบุญคุณที่ต้องตอบแทน

พี่จะเด็จย้ำว่า การทำงานร่วมกันเกิดขึ้นจากอุดมการณ์และเป้าหมายที่มีร่วมกัน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กับผู้รับที่ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง

“มูลนิธิเป็นแค่ตัวในการที่จะสร้างเงื่อนไข สร้างพื้นที่ให้เขา วันหนึ่งเขาก็สร้างการเปลี่ยนแปลงได้”

หลักคิดดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัจจุบันที่พี่จะเด็จมองว่า คนทำงานภาคประชาสังคมและเครือข่ายที่มีอุดมการณ์ร่วมกันจำเป็นต้องร่วมกันปกป้องหลักการและระบบที่ช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งสำคัญไม่ใช่การปกป้องตัวบุคคลหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นการรักษาหลักคิดที่ทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันมา

รากที่แข็งแรง เพื่อให้ใบใหม่เติบโตต่อไป

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทางการทำงาน บทเรียนจากการทำงานกับผู้ใช้แรงงานยังคงเชื่อมโยงกับการทำงานของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลในวันนี้ แม้บริบทและกลุ่มคนที่ทำงานด้วยจะเปลี่ยนแปลงไป แต่หัวใจสำคัญยังเป็นการยืนหยัดอยู่เคียงข้างผู้หญิงและผู้คนที่เผชิญความเหลื่อมล้ำ การเอาเปรียบ และความไม่เป็นธรรม

สำหรับพี่จะเด็จ การเติบโตขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีผู้นำที่เก่งหรือมีประสบการณ์มากที่สุดเพียงคนเดียว แต่ต้องมีรากที่มั่นคง มีจุดยืนที่ชัดเจน และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเรียนรู้และกำหนดทิศทางของตนเอง

เมื่อถึงวันที่คนรุ่นเดิมต้องส่งต่อบทบาท องค์กรก็ต้องสามารถเติบโตต่อไปได้ โดยไม่ละทิ้งผู้คนที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงาน

ในวาระ 15 ปีของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล แนวคิด “จากรากสู่ใบ” จึงไม่ใช่เพียงการทบทวนความสำเร็จที่ผ่านมา แต่เป็นการกลับมาถามตัวเองว่า เรายังยืนหยัดอยู่กับความเป็นจริงของสังคมหรือไม่ เรายังเปิดโอกาสให้ผู้คนที่เผชิญปัญหาได้เป็นผู้กำหนดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และเรากำลังสร้างคนรุ่นใหม่ให้สามารถสานต่ออุดมการณ์ได้มากเพียงใด

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการที่องค์กรเติบโตขึ้นเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดขึ้นเมื่อผู้คนที่เคยเผชิญปัญหาสามารถลุกขึ้นมามีเสียง มีพลัง และมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างแท้จริง


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy