มากกว่าสิ่งที่เห็น ถอดรหัสวิธีคิดและงานสื่อสารของ มญช.

เวทีเสวนา “มากกว่าสิ่งที่เห็น : ถอดรหัสวิธีคิดและงานสื่อสารของ มญช.” ชวนมองย้อนกลับไปเบื้องหลังงานสื่อสารของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ตั้งแต่งานรณรงค์ที่หลายคนคุ้นเคย ไปจนถึงกระบวนการทำงานร่วมกับผู้ประสบปัญหา เครือข่าย และภาคธุรกิจ ซึ่งทำให้งานสื่อสารของมูลนิธิฯ สามารถขยายไปสู่ผู้คนในวงกว้างได้

ถอดบทเรียน 3 กรณี
คุณนวพร ต่อมกระโทก หรือพี่ยุ้ย นักถอดบทเรียน ชวนทำความเข้าใจว่า งานสื่อสารของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลมีหลายด้าน ทั้งการประชาสัมพันธ์องค์กร การรณรงค์เพื่อผลักดันนโยบายและสร้างค่านิยมใหม่ การสื่อสารความรู้และข้อเท็จจริงจากการทำงาน ตลอดจนการสื่อสารภายในเครือข่ายและกลุ่มแกนนำชุมชน
สำหรับเวทีครั้งนี้ พี่ยุ้ยเลือกหยิบงานรณรงค์และการสร้างค่านิยมใหม่มาถอดบทเรียน โดยยก 3 กรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นพัฒนาการของงานสื่อสาร มญช. และการทำงานร่วมกับพันธมิตรจากหลากหลายวงการ
กรณีที่ 1 “บ้านไม่ใช่เวทีมวย” จุดเริ่มต้นของการทำงานกับคนโฆษณาที่มีความเชื่อร่วมกัน
พี่ยุ้ยเล่าว่า จุดเริ่มต้นของแคมเปญ “บ้านไม่ใช่เวทีมวย” เกิดจากการพบกันระหว่างมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลกับคุณพีท ทสร บุณยเนตร นักโฆษณารุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์และความสามารถในสายงานโฆษณา อีกทั้งมีความสนใจงานสังคมและเชื่อว่างานโฆษณาสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคมได้
ในเวลานั้น มญช. มีความรู้และประสบการณ์ทำงานด้านสังคมศาสตร์ สามารถทำงานกับแกนนำชุมชน เข้าถึงผู้ประสบปัญหา และให้ความช่วยเหลือได้ แต่เมื่อมาถึงเรื่องการสื่อสารให้สังคมวงกว้างรับรู้ ทีมงานยังไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรให้เรื่องราวเหล่านั้นเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น การได้ทำงานกับคุณพีทจึงเป็นการนำจุดแข็งของคนสองวงการมาเติมเต็มกัน
แคมเปญ “บ้านไม่ใช่เวทีมวย” กลายเป็นผลงานชิ้นแรกที่ทำให้ชื่อของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลเป็นที่รู้จักในวงการโฆษณามากขึ้น และยังได้รับรางวัลจากเวทีระดับนานาชาติหลายรางวัล พี่ยุ้ยเล่าว่า หลังจากนั้นมีบริษัทโฆษณาอื่นติดต่อเข้ามาเช่นกัน แต่มูลนิธิฯ เลือกทำงานกับทีมของคุณพีทต่อ เพราะมีความเข้าใจและจุดยืนที่สอดคล้องกัน
สิ่งที่ค้นพบระหว่างการทำงานคือ ข้อมูลสถิติและตัวเลขเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวมีความสำคัญ แต่การเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่เคยประสบปัญหาและสามารถผ่านพ้นเหตุการณ์มาได้ กล้าออกมาบอกเล่าประสบการณ์ของตัวเอง ก็มีพลังในการสื่อสารอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การนำเรื่องราวของผู้ประสบปัญหามาถ่ายทอดต้องตั้งอยู่บนความสมัครใจและการเคารพเจ้าของเรื่องด้วย
กรณีที่ 2 “ชุดที่ใส่ในวันที่ฉันถูกข่มขืน” หนึ่งเสียงที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสสังคม
กรณีที่สองเป็นการทำงานร่วมกับคุณซินดี้ สิรินยา บิชอพ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ขณะนั้นมีการสื่อสารนโยบายเรื่องการเล่นน้ำสงกรานต์แบบ “ปลอดโป๊” จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าแนวทางดังกล่าวอาจกลายเป็นการโยนความผิดให้ผู้หญิงที่ถูกคุกคามทางเพศ โดยมองว่าการแต่งกายของผู้หญิงเป็นสาเหตุของการถูกล่วงละเมิด
คุณซินดี้เองไม่ได้ตั้งใจจะเริ่มทำแคมเปญรณรงค์ในเรื่องนี้มาก่อน แต่เธอเคยมีประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศในงานที่ไปร่วม จึงออกมาแสดงความคิดเห็นผ่าน Facebook และ Instagram ของตัวเองด้วยความไม่เห็นด้วยกับการกล่าวโทษผู้หญิง จนประเด็นดังกล่าวกลายเป็นกระแสในสังคม
ทีมงานของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลและเครือข่ายที่ทำงานเรื่องความรุนแรงทางเพศมองเห็นโอกาสในการสื่อสาร จึงรีบประเมินสถานการณ์และติดต่อพูดคุยกับคุณซินดี้ เพราะเห็นว่ามีจุดยืนร่วมกันในเรื่องสิทธิของผู้หญิงและการไม่กล่าวโทษผู้ถูกกระทำ
ความร่วมมือครั้งนั้นนำไปสู่การจัดเวทีเสวนาและนิทรรศการ “ชุดที่ใส่ในวันที่ฉันถูกข่มขืน” ซึ่งแตกต่างจากนิทรรศการในต่างประเทศบางแห่งที่ใช้ชุดจำลอง เพราะ มญช. ทำงานกับผู้ประสบปัญหามาอย่างต่อเนื่อง จนมีผู้ที่สมัครใจนำชุดจริงที่สวมใส่ในวันที่ถูกกระทำมาให้จัดแสดง
นิทรรศการครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานที่สนับสนุนงานด้านสุขภาพและสังคม องค์กรระดับนานาชาติ ช่างภาพ ดารา นักแสดง และผู้คนจากแวดวงแฟชั่น มีการจัดแสดงที่สยามพารากอน ทำให้ประเด็นที่เคยอยู่ในวงของคนทำงานด้านความรุนแรงได้เดินทางไปถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ ๆ
พี่ยุ้ยยังเล่าถึงพลังของคุณซินดี้ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การร่วมจัดกิจกรรมครั้งนั้น แต่ยังชวนเพื่อนในแวดวงนางแบบและแฟชั่นมาร่วมเดินรณรงค์ รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมอื่น ๆ ของมูลนิธิฯ ต่อเนื่อง ความสัมพันธ์ค่อย ๆ พัฒนาไปเป็นความเป็นเพื่อนและพี่น้องที่ยังติดต่อช่วยเหลือกัน แม้ในช่วงที่ไม่สามารถจัดกิจกรรมร่วมกันได้
พี่ยุ้ยมองว่าการทำงานอย่างต่อเนื่องทำให้ประเด็นเรื่องสิทธิของผู้หญิงและการไม่กล่าวโทษผู้ถูกกระทำเริ่มปรากฏในบทสนทนาของคนทั่วไปมากขึ้น เช่น ในช่องทาง TikTok ที่มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นโต้แย้งการกล่าวโทษผู้หญิงจากการแต่งกาย เธอเห็นว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากการสื่อสารและรณรงค์ที่ทำต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน
กรณีนี้จึงแสดงให้เห็นทั้งความสามารถในการมองเห็นจังหวะของสถานการณ์ การทำงานกับคนต่างวงการ และการสร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรที่มีจุดยืนร่วมกัน จนสามารถขยายประเด็นสังคมให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง
กรณีที่ 3 “Abuse Is Not Love” ความร่วมมือกับบริษัทระดับโลกที่ต้องเรียนรู้และปรับตัวเข้าหากัน
กรณีที่สามเป็นความร่วมมือกับบริษัทลอรีอัล ผ่านโครงการ “Abuse Is Not Love” หรือ “ความรุนแรงไม่ใช่ความรัก” ซึ่งเป็นโครงการระดับโลกที่ YSL BEAUTY ดำเนินงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมในหลายประเทศ สำหรับประเทศไทย บริษัทเลือกทำงานกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เพื่อจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องสัญญาณเตือนความรุนแรงในคู่รักแก่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนักศึกษาในมหาวิทยาลัย
พี่ยุ้ยเล่าว่า การเริ่มต้นความร่วมมือครั้งนี้ไม่ง่ายนัก เพราะเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับมูลนิธิฯ ทีมงานต้องหารือกันภายในและปรึกษากรรมการที่ปรึกษาก่อนตัดสินใจ เนื่องจากมีความกังวลว่าจะทำงานร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่และโครงการระดับนานาชาติได้อย่างไร
ในช่วงแรกทั้งสองฝ่ายต้องปรับตัวเข้าหากันไม่น้อย ตั้งแต่รูปแบบการนำเสนองาน การแต่งกาย บุคลิกภาพ ไปจนถึงมาตรฐานและขั้นตอนการทำงานที่แตกต่างกัน พี่ยุ้ยเล่าว่า ทีมงาน มญช. ไม่คุ้นเคยกับการแต่งหน้าและการแต่งกายตามมาตรฐานของบริษัท แต่เมื่อได้ทำงานร่วมกันก็เกิดการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง รวมถึงปรับวิธีการทำงานให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
โครงการดำเนินงานในระยะแรก 3 ปี และต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 4 ทีมงานได้พัฒนาศักยภาพในการทำงานกับคนรุ่นใหม่ ยกระดับมาตรฐานการทำงานขององค์กร และทำให้ชื่อของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ของบริษัทในระดับนานาชาติ
พี่ยุ้ยใช้คำว่า “พันธมิตรเชิงรุก” อธิบายความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น เพราะภาคธุรกิจไม่ได้เข้ามาเพียงสนับสนุนงบประมาณหรือรอให้มูลนิธิฯ จัดกิจกรรม แต่มีการช่วยกันคิด แก้ไขปัญหา และเติมเต็มสิ่งที่ขาด เพื่อให้โครงการเดินหน้าไปถึงเป้าหมายร่วมกัน
บทเรียนจากทั้งสามกรณี จุดยืนชัดเจน แต่รูปแบบการสื่อสารปรับเปลี่ยนได้
เมื่อมองทั้งสามกรณีร่วมกัน พี่ยุ้ยสรุปบทเรียนว่า มญช. มีจุดยืนและหลักคิดที่ชัดเจน แต่ไม่ยึดติดกับรูปแบบการสื่อสาร สามารถปรับวิธีการให้เหมาะกับสถานการณ์และกลุ่มเป้าหมายได้ โดยยังรักษาเป้าหมายสำคัญไว้ คือการสื่อสารเพื่อผลักดันนโยบาย สร้างความเข้าใจ และส่งเสริมค่านิยมใหม่ในสังคม
อีกเรื่องคือความไวต่อสถานการณ์และการมองหาโอกาสในการสื่อสาร แต่ต้องทำควบคู่กับความแม่นยำของข้อมูล ขณะเดียวกัน การทำงานกับคนหรือองค์กรที่เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตร ไม่ควรมองอีกฝ่ายเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ควรทำความเข้าใจและสร้างความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนร่วมงานที่มีเป้าหมายร่วมกัน
พี่ยุ้ยยังยกกรณีการนำเรื่องราวของ “จีจี้” ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วมาสร้างเป็นภาพยนตร์สั้น เป็นตัวอย่างของการกล้าก้าวข้ามกรอบการสื่อสารเดิม แม้จะมีความเสี่ยงต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่การทำงานอย่างรอบคอบและยึดกรณีของผู้ประสบปัญหาเป็นศูนย์กลาง ทำให้สามารถนำเรื่องราวมาสื่อสารได้โดยไม่บังคับหรือดึงเรื่องราวไปในทิศทางที่ไม่เหมาะสม
สำหรับจุดแข็งของงานสื่อสาร มญช. พี่ยุ้ยสรุปไว้ 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่ องค์ความรู้และข้อมูลที่ใช้ทำงาน กรณีศึกษาจากผู้ประสบปัญหาจริงที่เป็นเสียงจากประสบการณ์ตรง การมีจุดยืนที่ชัดเจน และการทำงานกับพันธมิตรเชิงรุก
ในส่วนของข้อเสนอแนะต่อการทำงานในอนาคต พี่ยุ้ยเห็นว่าควรเพิ่มการสื่อสารประเด็นเชิงบวกให้มากขึ้น และทำให้ประเด็นเหล่านั้นกลายเป็นกระแสหรือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน เธอยกตัวอย่างกระแสการสั่งเครื่องดื่มหวานน้อย ซึ่งเกิดจากการทำงานรณรงค์ด้านสุขภาพที่ต่อเนื่อง จนเชื่อมโยงไปสู่มาตรการด้านภาษีและพฤติกรรมของผู้บริโภค
เธอมองว่าประเด็นความเท่าเทียมและการลดความรุนแรงก็สามารถสื่อสารในลักษณะเดียวกันได้ เช่น การทำให้งานบ้านเป็นเรื่องที่ทุกเพศมีส่วนร่วม หรือการสร้างค่านิยมใหม่ที่ผู้คนอยากนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
อีกข้อเสนอคือการสร้างเครือข่าย Micro Influencer โดยเปิดพื้นที่ให้คนธรรมดาและคนตัวเล็ก ๆ ในชุมชนเข้ามาเป็นผู้สื่อสาร เพราะคนเหล่านี้สามารถถ่ายทอดประสบการณ์และส่งต่อประเด็นที่เข้าใจได้ดี นอกจากนี้ ยังควรเชื่อมการทำงานกับภาคีเครือข่ายด้านสุขภาวะในประเด็นอื่น ๆ เช่น สุขภาวะทางปัญญา ซึ่งอาจช่วยเสริมการสื่อสารเรื่องการรู้เท่าทันความรู้สึกของตัวเอง การรับรู้สัญญาณความรุนแรง และการกล้าบอกความต้องการหรือความไม่สบายใจของตนเองได้

ลอรีอัล จากความร่วมมือที่ต้องปรับตัว สู่การเป็นพันธมิตรที่เข้าใจกัน
คุณสิตานัน สิทธิกิจ หรือคุณกิฟท์ ผู้จัดการแผนกกิจการเพื่อสังคมและสื่อสารสัมพันธ์ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด เล่าถึงการทำงานร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลในโครงการ Abuse Is Not Love ซึ่งเป็นโครงการรณรงค์สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสัญญาณเตือนของความรุนแรงในความสัมพันธ์ ภายใต้แบรนด์ YSL Beauty
คุณกิฟท์เล่าว่าที่เลือกทำงานกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เพราะเห็นความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ช่วงที่ค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตก็เห็นการทำงานเรื่องความรุนแรงทางเพศของมูลนิธิค่อนข้างชัดเจนมาก
ในช่วงเริ่มต้น การทำงานร่วมกันต้องใช้เวลาเรียนรู้และปรับความเข้าใจ เนื่องจากทั้งสององค์กรมีวัฒนธรรมและกระบวนการทำงานต่างกัน การทำงานกับองค์กรภาคประชาสังคมจึงต้องเปิดพื้นที่ให้พูดคุย แลกเปลี่ยน และหาจุดร่วมกัน โดยยังคงเป้าหมายของโครงการไว้
“ในช่วงแรกยอมรับค่ะว่าเหมือนคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่สุดท้ายทุกวันนี้มันเหมือนไร้ตะเข็บ ทั้งสองฝ่ายต้องปรับตัวเข้าหากัน และวันนี้ก็ดีใจที่ได้ทำงานร่วมกับหญิงชายก้าวไกล รู้สึกว่าเราตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกมาทำงานร่วมกัน”
กิจกรรมของโครงการมุ่งให้เยาวชนและนักศึกษารู้เท่าทันพฤติกรรมที่อาจเป็นสัญญาณเตือนของความรุนแรงในความสัมพันธ์ เพราะบางพฤติกรรม เช่น การขอดูโทรศัพท์ การขอรหัสผ่าน การควบคุมการแต่งกาย หรือการจำกัดการไปไหนมาไหน อาจถูกมองว่าเป็นความรักหรือความห่วงใย ทั้งที่อาจเป็นรูปแบบหนึ่งของการควบคุม
คุณกิฟท์เล่าว่าสิ่งที่น่าประทับใจคือหลังจากจัดกิจกรรม นักศึกษาบางคนเข้ามาพูดคุยเป็นการส่วนตัว เพราะมีเรื่องที่ไม่สบายใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวเอง นอกจากนี้ การทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยยังนำไปสู่การเชื่อมต่อระบบให้คำปรึกษาและช่วยเหลือนักศึกษา ทำให้กิจกรรมไม่ได้จบลงแค่การบรรยายหรือเวิร์กช็อปในวันเดียว
อีกประสบการณ์หนึ่งคือกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ที่ผ่านพ้นความรุนแรงได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปแต่งหน้า ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เรื่องความมั่นใจและการเห็นคุณค่าในตัวเอง คุณกิฟท์สะท้อนแนวคิดที่ได้จากกิจกรรมว่า ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องสวยเพื่อให้คนอื่นมองเห็น แต่ควรมีความสุขและมั่นใจในตัวเอง
สำหรับการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม คุณกิฟท์มองว่าเป้าหมายและตัวเลขเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยให้เห็นทิศทางและผลที่ต้องการไปให้ถึง แต่ตัวเลขไม่ใช่ทั้งหมดของความสำเร็จ ยังมีผลลัพธ์ระหว่างทางที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจของผู้เข้าร่วม และการต่อยอดระบบช่วยเหลือในพื้นที่จริง

มญช. งานสื่อสารต้องตั้งอยู่บนความจริง และไม่โทษผู้ประสบปัญหา
คุณจรีย์ ศรีสวัสดิ์ หรือพี่ปู จากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล อธิบายว่า งานสื่อสารของมูลนิธิฯ ตั้งอยู่บนแนวคิดการเสริมพลัง โดยเริ่มตั้งแต่การทำงานกับผู้ประสบปัญหา แกนนำชุมชน การสื่อสารภายในองค์กร ไปจนถึงการสื่อสารผ่านกิจกรรมและสื่อสาธารณะ
หัวใจสำคัญคือการมองปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศให้เห็นถึงรากของปัญหา ไม่มองว่าเป็นเรื่องของคนใดคนหนึ่งหรือกล่าวโทษผู้ประสบปัญหาเพียงฝ่ายเดียว เพราะเบื้องหลังความรุนแรงยังมีเรื่องโครงสร้างอำนาจและความคิดความเชื่อในสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง
พี่ปูอธิบายแนวคิดนี้ว่า “การสื่อสารแบบเสริมพลัง หมายถึงการสื่อสารที่ไม่โทษปัจเจก” แม้แต่การทำงานกับผู้กระทำความรุนแรงก็ต้องพยายามทำความเข้าใจว่าอะไรหล่อหลอมให้คนคนหนึ่งมีความคิดหรือพฤติกรรมเช่นนั้น เพื่อให้เห็นว่าความคิดและพฤติกรรมเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้
“เราจะไม่มองปัญหาความรุนแรงในครอบครัวหรือความรุนแรงทางเพศแค่เป็นปัญหาบุคคล โทษในเชิงบุคคล เพราะศัตรูที่แท้จริงที่เราจะต้องไปต่อสู้ คือปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นโครงสร้างอำนาจที่ทำให้เราต้องเป็นแบบนี้ ทำให้เรามองปัญหาแบบนี้ ซึ่งงานสื่อสารของเราก็จะเน้นเรื่องการสื่อสารแบบเสริมพลัง ไม่โทษปัจเจก”
อีกเรื่องที่พี่ปูให้ความสำคัญคือ การสื่อสารต้องมีรากมาจากการทำงานกับผู้ประสบปัญหาและชุมชน เพราะการอยู่กับคนทำงานในพื้นที่ทำให้มูลนิธิฯ เข้าใจสถานการณ์และเห็นความเปลี่ยนแปลงของปัญหาอยู่เสมอ เรื่องราวที่นำไปสื่อสารจึงสะท้อนประสบการณ์จริงของผู้คน ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างชื่อเสียงให้กับองค์กร
“การสื่อสารจะต้องไม่ลืมรากที่มาจากการทำงานกับผู้ประสบปัญหาหรือทำงานกับชุมชน เป้าของเราไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง แต่เราจะต้องเอาสิ่งที่ผู้ประสบปัญหา หรือสิ่งที่พี่ ๆ ในชุมชนเผชิญ ออกมาให้คนในสังคมเข้าใจให้ได้มากที่สุด”
พี่ปูยกตัวอย่างแคมเปญ “บ้านไม่ใช่เวทีมวย” และงานสื่อสารที่นำประสบการณ์ของผู้ประสบปัญหามาถ่ายทอด เพื่อทำให้สังคมเข้าใจประเด็นที่มีความซับซ้อน และมองเห็นอคติบางอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการปกป้องตัวเองของผู้ถูกกระทำ
เมื่อเรื่องราวจากพื้นที่เดินทางไปถึงคนในสังคม
พี่ปูมองว่าการทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ คนทำงานสื่อสาร นักแสดง หรือเอเจนซีโฆษณา เป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้ประเด็นทางสังคมเดินทางไปถึงคนกลุ่มต่าง ๆ ได้มากขึ้น เพราะมูลนิธิฯ ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในทุกด้าน โดยเฉพาะการสื่อสารที่ต้องอาศัยทักษะและความคิดสร้างสรรค์เฉพาะทาง
ความร่วมมือเหล่านี้ช่วยแปลงเนื้อหาที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายขึ้น และทำให้เรื่องความรุนแรงในครอบครัวหรือความรุนแรงทางเพศไม่ถูกจำกัดอยู่ในวงของคนทำงานเท่านั้น แต่ขยายไปสู่คนทั่วไปที่อาจมีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้
ในขณะที่พี่ยุ้ยตั้งคำถามว่าการทำงานร่วมกับภาคธุรกิจระดับโลกอย่างลอรีอัล อาจทำให้หลายคนสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการทำงานของมูลนิธิฯ ในระดับชุมชนอย่างไร พี่ยุ้ยอธิบายว่า ทั้งสองส่วนเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกัน เพราะความร่วมมือจากหลายภาคส่วนช่วยขยายพลังของการสื่อสารให้ไปได้ไกลขึ้น ขณะเดียวกัน คนที่ได้รับรู้เรื่องราวและเข้าใจปัญหาก็สามารถเป็นอีกแรงหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมได้
“เวลาเรามีความร่วมมือจากหลายภาคส่วน มันจะยิ่งสร้างพลังของการสื่อสารให้ไปได้ไกลขึ้น และเมื่อเราทำให้คนเข้าใจเรื่องวิธีคิด มายาคติ หรือเรื่องสิทธิ เขาก็จะกลายเป็นอีกเสียงหนึ่งที่ช่วยเราได้”
พี่ยุ้ยมองว่า เมื่อคนในสังคมเข้าใจเรื่องสิทธิและความรุนแรงมากขึ้น บทบาทของพวกเขาก็อาจเปลี่ยนจากคนที่รับรู้ปัญหาอยู่ห่าง ๆ มาเป็นคนที่กล้าเข้าไปช่วยเหลือหรือส่งเสียงเมื่อพบเห็นเหตุการณ์ ยกตัวอย่างการเปลี่ยนมุมมองของคนในสังคมต่อความรุนแรงในครอบครัว จากเดิมที่หลายคนอาจคิดว่าเป็น “เรื่องผัวเมีย” และไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว เมื่อมีความเข้าใจเรื่องสิทธิและความรุนแรงมากขึ้น คนรอบข้างก็อาจมองเห็นว่าตนเองสามารถช่วยเหลือหรือเข้าไปหยุดยั้งเหตุการณ์ได้
อย่างไรก็ตาม แม้จะเปิดรับความร่วมมือจากภายนอก มูลนิธิฯ ยังคงยืนยันว่าเนื้อหาการสื่อสารต้องสะท้อนความเป็นจริงและประสบการณ์ของผู้ประสบปัญหาเป็นสำคัญ เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำให้งานสื่อสารมีความหมายและไม่หลุดออกจากเป้าหมายของการทำงาน
จุดยืนชัดเจน แต่รูปแบบการสื่อสารปรับเปลี่ยนได้
บทเรียนจากเวทีนี้ทำให้เห็นว่า งานสื่อสารของ มญช. มีทั้งจุดยืนที่ต้องรักษาและรูปแบบการทำงานที่พร้อมเรียนรู้และปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ การทำงานกับผู้คนในพื้นที่ การเปิดรับพันธมิตร และการนำประสบการณ์จริงมาถ่ายทอด ล้วนเป็นส่วนที่ช่วยให้งานสื่อสารเดินหน้าต่อไปและสร้างความเข้าใจเรื่องความรุนแรงในสังคมได้กว้างขึ้น
เรียบเรียงจาก: กิจกรรม 15 ปี หญิงชายก้าวไกล “Inspiring Equality เสริมพลัง สร้างคุณค่า สู่การเปลี่ยนแปลง” วันที่ 8–9 ตุลาคม 2569 THE HALLS Bangkok วิภาวดีรังสิต 64 กรุงเทพมหานคร


