แชร์

จากวันนั้น ถึงวันนี้ 15 ปี กับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เมื่อการเดินทางของคนหลายกลุ่ม กลายเป็นพลังของการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน

อัพเดทล่าสุด: 26 ต.ค. 2026
2 ผู้เข้าชม

15 ปีของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ไม่ได้มีความหมายเพียงการเติบโตขององค์กร แต่ยังเป็นเรื่องราวของผู้คนและเครือข่ายที่ร่วมเดินทางกันมา เรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม และค่อย ๆ ขยับจากการทำงานในประเด็นของตัวเอง ไปสู่การมองเห็นความเชื่อมโยงของปัญหาที่กว้างกว่าเดิม

บนเวทีเสวนา “จากวันนั้นถึงวันนี้ 15 ปี กับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล” ผู้ร่วมเสวนาทั้ง 6 ท่านมาจากหลากหลายประสบการณ์ ทั้งงานชุมชน ขบวนการแรงงาน งานด้านความเป็นธรรมทางเพศ การช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรง การรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ และการทำงานกับเยาวชน แต่ละคนมีเส้นทางของตัวเอง ก่อนจะมาพบกันในฐานะเพื่อนร่วมทางที่ต่างช่วยเติมเต็มการทำงานของกันและกัน

สิ่งที่เชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน คือการเรียนรู้จากชีวิตจริงของผู้คน และความเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยคนหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง

เมื่อความเป็นธรรมทางเพศเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตของผู้คน

พี่วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี เล่าย้อนถึงความสัมพันธ์กับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลว่า รู้จักพี่จะเด็จและคนทำงานประเด็นผู้หญิงมาตั้งแต่ก่อนที่มูลนิธิจะก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ ก่อนจะมีโอกาสทำงานร่วมกันใกล้ชิดมากขึ้นในเวลาต่อมา

สิ่งที่พี่วิฑูรย์เห็นจากการทำงานของมูลนิธิ คือการไม่จำกัดประเด็นความเป็นธรรมทางเพศไว้เพียงเรื่องเพศหรือความรุนแรง แต่เชื่อมโยงกับปัญหาสังคมในมิติอื่น ทั้งความเหลื่อมล้ำ ความยุติธรรมทางสังคม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลกับมูลนิธิชีววิถีจึงขยายไปสู่เรื่องเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ตั้งแต่งานในชุมชนเมืองไปจนถึงชุมชนชนบท

พี่วิฑูรย์ชวนให้มองเห็นบทบาทของผู้หญิงในระบบอาหาร ตั้งแต่การผลิต การเลือกเมล็ดพันธุ์ การจัดการอาหารในครัวเรือน ไปจนถึงการตัดสินใจที่ส่งผลต่อชีวิตในระยะยาว ผู้หญิงไม่ได้เป็นเพียงผู้ดูแลอาหารของครอบครัว แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของสังคมด้วย

การทำงานร่วมกันยังนำไปสู่การเรียนรู้เรื่องความเท่าเทียม ความหลากหลายทางเพศ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในระดับวัฒนธรรมองค์กร ไม่ใช่เพียงการพูดคุยเรื่องหลักการ แต่เป็นการค่อย ๆ ซึมซับผ่านวิธีคิดและการปฏิบัติต่อกัน

เพื่อนร่วมทางที่ไม่ต้องแข่งขันกัน แต่ช่วยกันทำให้เรื่องยากเดินหน้าต่อ

ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท หรือพี่อู๊ด ที่ปรึกษาแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ ทำงานเกี่ยวข้องกับประเด็นผู้หญิงและความรุนแรงมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคมูลนิธิเพื่อนหญิง ก่อนจะมีโอกาสทำงานร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลอย่างใกล้ชิดมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

พี่อู๊ดเล่าด้วยอารมณ์ขันว่า มีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าเธอทำงานอยู่กับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เพราะทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดจนหลายคนมองเหมือนเป็นองค์กรเดียวกัน ซึ่งเป็นความเข้าใจที่เธอยินดี

สิ่งหนึ่งที่เธอชื่นชมคือบรรยากาศการทำงานของเครือข่ายที่ไม่ได้มององค์กรซึ่งทำประเด็นคล้ายกันเป็นคู่แข่ง แต่กลับคิดอยู่เสมอว่าจะช่วยกันทำอะไรได้บ้าง เมื่อมีปัญหาหรือสถานการณ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น การพูดคุย ปรึกษา และชวนกันลงมือทำจึงเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เราไม่รู้สึกเลยว่าเราทำงานร่วมประเด็นเดียวกันแล้วเราต้องแข่งกัน มันมีแต่แบบ เฮ้ย จะช่วยกันทำอะไรได้”

อีกเรื่องที่พี่อู๊ดให้ความสำคัญ คือการที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลยังคงยืนหยัดทำงานช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาความรุนแรงโดยตรง แม้จะเป็นงานที่ยาก ต้องใช้ทั้งเวลา ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากรจำนวนมาก

ในฐานะคนทำงานด้านความเป็นธรรมทางเพศ เธอยอมรับว่าบางครั้งการทำงานกับปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า แต่การรู้ว่ายังมีองค์กรที่ยืนหยัดทำงานในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้รู้สึกอุ่นใจ

สิ่งที่เห็นจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลจึงไม่ใช่เพียงความสามารถในการขยายงานไปสู่ประเด็นใหม่ ๆ แต่คือการไม่ละทิ้งงานที่เป็นหัวใจสำคัญ แม้จะเป็นงานที่ยากและไม่มีคำตอบง่าย ๆ ก็ตาม

จากการเรียกร้องสิทธิแรงงาน สู่การมองเห็นคุณภาพชีวิตทั้งระบบ

คุณประนอม เชียงอั๋ง หรือพี่กุ้ง อดีตผู้ใหญ่บ้านพุเม่น ต.พุนกยูง อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ เล่าถึงเส้นทางการทำงานที่เริ่มจากขบวนการแรงงาน เธอทำงานเป็นผู้นำสหภาพแรงงานมาอย่างยาวนาน ต่อสู้เรียกร้องสิทธิให้คนงาน ทั้งเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล และสภาพการจ้างที่เป็นธรรม

ในช่วงแรก เป้าหมายสำคัญคือการทำอย่างไรให้คนงานมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่เมื่อได้เรียนรู้ร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พี่กุ้งเริ่มกลับมาตั้งคำถามกับแนวทางการทำงานของตัวเองว่า การเรียกร้องให้คนงานได้รับเงินหรือสวัสดิการเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว เพียงพอแล้วหรือไม่ หากยังไม่ได้มองถึงวิธีที่ผู้คนจะนำสิ่งเหล่านั้นไปใช้เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจริง ๆ

“เรามีการหักมุมคิดว่า เอ๊ะ หากเราเรียกร้องและได้สิ่งที่ต้องการมา แต่ว่าคนที่ได้รับเนี่ยเอาไปเล่นพนัน เอาไปดื่มเหล้า แล้วคุณภาพชีวิตจริง ๆ มันคืออะไร”

การเรียนรู้ทำให้เธอมองเห็นปัญหาที่ก่อนหน้านั้นอาจไม่เคยถูกพูดถึงอย่างจริงจัง เช่น ความรุนแรงในครอบครัว การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการคุกคามทางเพศในสถานประกอบการ ซึ่งล้วนส่งผลต่อชีวิตของคนงานไม่ต่างจากเรื่องค่าจ้างหรือสวัสดิการ

“การทำงานกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ทำให้เราศึกษาเรียนรู้เรื่องความรุนแรงทางเพศ และนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนงาน ที่ไม่ใช่มาจากการเรียกร้อง”

พี่กุ้งยังได้เรียนรู้ว่าการทำงานกับสถานประกอบการไม่จำเป็นต้องมีเพียงการเรียกร้องหรือเผชิญหน้ากันเท่านั้น แต่สามารถสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับนายจ้างได้ หากทำให้เห็นว่าการดูแลคุณภาพชีวิตของคนงานเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายด้วย

เมื่อกลับไปทำงานในชุมชนบ้านเกิด ประสบการณ์จากขบวนการแรงงานก็ยังติดตัวไปด้วย พี่กุ้งเริ่มตั้งคำถามถึงความไม่เป็นธรรมและความไม่โปร่งใสที่พบเห็นในชุมชน ก่อนตัดสินใจเข้ามาทำงานเป็นผู้ใหญ่บ้านและเชื่อมโยงผู้คนกับกลไกต่าง ๆ ในพื้นที่

แม้บริบทของโรงงานกับชุมชนจะต่างกัน แต่บทเรียนสำคัญยังคงเหมือนเดิม คือการไม่มองปัญหาแยกส่วน และพยายามทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดประโยชน์กับชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง

การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากการกลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง

เรื่องราวของคุณสุธิดา ราชรัตนรักษ์ หรือพี่ยุ้ย ผู้ก้าวข้ามความรุนแรง (Survivor) ทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของการทำงานของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล นั่นคือการทำงานเคียงข้างผู้หญิงที่เผชิญความรุนแรง และสนับสนุนให้พวกเธอค้นพบหนทางของตัวเอง

พี่ยุ้ยเล่าถึงประสบการณ์ความรุนแรงในครอบครัวจากสามีชาวต่างชาติที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และทำร้ายร่างกาย ชีวิตในเวลานั้นเต็มไปด้วยข้อจำกัดและมายาคติที่สังคมมีต่อผู้หญิง ทั้งความคาดหวังว่าผู้หญิงต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูก หรือความเชื่อว่าผู้หญิงไม่สามารถลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองได้

สิ่งที่พี่ยุ้ยได้รับจากการรู้จักมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ไม่ใช่คำสั่งว่าต้องทำอะไรหรือควรใช้ชีวิตแบบไหน แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะกลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง

“รักตัวเองหรือเปล่า”

คำถามสั้น ๆ นี้นำไปสู่การทบทวนชีวิต ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และมองเห็นว่าตัวเองต้องการอะไร พี่ยุ้ยย้ำว่า มูลนิธิไม่ได้เป็นผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอ แต่ช่วยให้เธอได้เรียนรู้และมองเห็นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง

“เราเปลี่ยนแปลงใครไม่ได้ ถ้าเรายังไม่เปลี่ยนตัวเอง”

พี่ยุ้ยเปรียบตัวเองเป็น “ดอกหญ้า” ที่เติบโตขึ้นจากการเรียนรู้และการต่อสู้ของตัวเอง เมื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงชีวิตได้แล้ว เธอก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการดูแลตัวเอง แต่ใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาช่วยให้คนอื่นกล้าเข้ามาปรึกษาและมองเห็นทางออกจากความรุนแรง

เธอเล่าถึงการใช้ประสบการณ์ชีวิตของตัวเองเป็นเสมือนหนังสือเล่มหนึ่งที่คนอื่นสามารถเข้ามาเรียนรู้และขอความช่วยเหลือได้

“ใช้ตัวเองนี่แหละค่ะเป็นหนังสือเล่มใหญ่ เป็นหนังสือที่เขาสามารถสัมผัส จับต้อง ถาม ขอความช่วยเหลือ”

วันนี้พี่ยุ้ยทำงานเป็นแกนนำอาสาสมัครในพื้นที่ และร่วมคิดเรื่องการสร้างพื้นที่พักพิงสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยมองว่าการช่วยเหลือไม่ควรจบลงเพียงการมีสถานที่ให้พัก แต่ต้องมีระบบที่เชื่อมโยงการดูแลและช่วยให้ผู้ประสบปัญหาสามารถเดินหน้าต่อไปได้

เรื่องราวของพี่ยุ้ยสะท้อนให้เห็นว่า การช่วยเหลือที่มีความหมายไม่ใช่การตัดสินใจแทนใคร แต่เป็นการทำให้คนคนหนึ่งกลับมามองเห็นคุณค่าและพลังของตัวเอง ก่อนจะส่งต่อพลังนั้นไปช่วยเหลือคนอื่นได้ต่อไป

จากการรณรงค์เรื่องสุขภาพ สู่การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อเปลี่ยนสังคม

ภก. สงกรานต์ ภาคโชคดี ประธานเครือข่ายงดเหล้า เล่าย้อนถึงการทำงานร่วมกับพี่จะเด็จและเครือข่ายหญิงชายมาตั้งแต่ช่วงที่ยังทำงานในนามมูลนิธิเพื่อนหญิง

ในเวลานั้น การรณรงค์ลดการดื่มมักเน้นเรื่องสุขภาพ เช่น ผลกระทบต่อตับ โรคภัยไข้เจ็บ และอุบัติเหตุ แต่การทำงานร่วมกับคนทำงานประเด็นผู้หญิงทำให้เห็นอีกมิติหนึ่งว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังสัมพันธ์กับความรุนแรงในครอบครัว และผู้หญิงจำนวนมากเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง

ความรู้ดังกล่าวช่วยขยายกรอบการรณรงค์ให้เห็นว่า ปัญหาแอลกอฮอล์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสุขภาพของผู้ดื่ม แต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของคนในครอบครัวและชุมชนด้วย

“เมื่อก่อนการรณรงค์เรื่องแอลกอฮอล์เราพูดกันแต่เรื่องสุขภาพ อุบัติเหตุ แต่พอเปิดประเด็นเรื่องความรุนแรงในครอบครัว พร้อมงานวิจัยที่เห็นภาพชัด มันเป็นความรู้ที่มีพลังมากกับการพูดกับสังคม”

พี่สงกรานต์มองว่า การให้ข้อมูลและรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ยังเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่เพียงพอที่จะรับมือกับปัญหาที่มีแรงสนับสนุนจากธุรกิจขนาดใหญ่ การผลักดันนโยบายสาธารณะและกฎหมายจึงเป็นอีกกลไกสำคัญที่จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับสังคม

“การรณรงค์ก็สำคัญนะครับ เพราะว่าทำให้ประชาชนได้ทราบข้อมูลแล้วก็ตื่นรู้”

แต่การทำงานไม่ได้หยุดอยู่แค่การรณรงค์ พี่สงกรานต์อธิบายต่อว่า การผลักดันนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะการมีกฎหมาย เป็นอีกวิธีที่จะทำให้เกิดมาตรการที่มีผลต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในความร่วมมือสำคัญคือการผลักดันพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีพลังของประชาชนและชุมชนที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลทำงานด้วยเข้ามามีส่วนร่วม คนที่ได้รับผลกระทบไม่ได้เป็นเพียงผู้รอรับความช่วยเหลือ แต่สามารถรวมตัวกันส่งเสียงและมีส่วนในการผลักดันนโยบายได้

จากการทำงานในประเด็นแอลกอฮอล์ เครือข่ายยังขยายความร่วมมือไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ทั้งเรื่องเด็ก ผู้หญิง เกษตร อาหาร สิ่งแวดล้อม และปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ เกิดเป็นขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชนที่พร้อมร่วมมือกันเมื่อสังคมเผชิญปัญหาสำคัญ

สำหรับพี่สงกรานต์ การรวมตัวกันของเครือข่ายถือเป็นการรักษาพื้นที่ที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมกับการสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างอิสระ และสามารถหยิบยกปัญหาที่กระทบต่อชีวิตของผู้คนขึ้นมาขับเคลื่อนได้

คนรุ่นใหม่ที่เติบโตจากการเรียนรู้และการได้รับโอกาส

คุณธีรภัทร์ คหะวงศ์ หรือน้องเป้า จากเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน (ขสย.) เล่าว่า เริ่มรู้จักมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลผ่านการทำกิจกรรมในเครือข่ายงดเหล้าและเครือข่ายป้องกันภัยแอลกอฮอล์ ขณะยังเป็นนักศึกษา ก่อนจะค่อย ๆ มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเรียนรู้จากพี่ ๆ ที่ทำงานด้านสังคม

สิ่งที่ทำให้เขาเปลี่ยนวิธีคิดไม่ได้มีเพียงการเข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ แต่ยังรวมถึงการได้ดูหนัง อ่านหนังสือ พูดคุยแลกเปลี่ยน และลงไปพบกับผู้คนในพื้นที่จริง ทั้งชุมชนแรงงานและบ้านพักฉุกเฉิน

การได้พบเห็นชีวิตของผู้ที่ได้รับผลกระทบทำให้เขาเข้าใจว่า หลายเรื่องที่สังคมสอนให้เราเชื่ออาจไม่ได้เป็นความจริงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังต่อบทบาทชายหญิง หรือความเชื่อว่าการดื่มเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

น้องเป้าเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อได้เรียนรู้จากข้อเท็จจริงและประสบการณ์ของผู้คนว่า

“มันทำให้เราเห็นว่า เอ้ย อันนี้จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป ทุกอย่างมันสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้”

การเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุม แต่เกิดจากการลงไปพบคนที่ทำงานจริงและผู้ที่ผ่านประสบการณ์จริง ซึ่งช่วยให้คนทำงานรุ่นใหม่มองเห็นสิ่งที่ตัวเองยังไม่รู้ และกลับมาทบทวนวิธีคิดของตัวเอง

“การลงไปเรียนรู้กับตัวจริงเสียงจริง คนทำงานในพื้นที่ หรือแม้แต่ผู้ที่ผ่านพ้นได้ ล้วนขัดเกลาให้เราทำงานอย่างเข้าใจ”

น้องเป้ายังสะท้อนถึงโอกาสที่ได้รับจากพี่ ๆ ในเครือข่าย ซึ่งคอยสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ ทดลองทำงาน และเติบโตไปพร้อมกับการลงมือปฏิบัติจริง จากการรวมกลุ่มเยาวชนในช่วงแรก เขาได้พัฒนาไปสู่การทำงานด้านการรณรงค์และการขับเคลื่อนนโยบาย ก่อนจะขยายงานของเครือข่ายไปยังพื้นที่ภูมิภาคในช่วงหลัง

เส้นทางนี้ทำให้เห็นว่า การส่งต่อภารกิจทางสังคมไม่ได้เกิดขึ้นจากการมอบหมายงานให้คนรุ่นใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้คิด ได้ทำ ได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง และมีคนคอยสนับสนุนเมื่อเผชิญกับความท้าทาย

จากเพื่อนร่วมทาง สู่ขบวนการที่ต้องเดินหน้าต่อไปด้วยกัน

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอด 15 ปี เรื่องราวจากทั้งหกคนทำให้เห็นภาพร่วมกันว่า งานของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลไม่ได้เติบโตอย่างโดดเดี่ยว แต่เติบโตผ่านความสัมพันธ์กับผู้คนและเครือข่ายที่ต่างนำประสบการณ์ ความรู้ และกำลังของตัวเองเข้ามาเติมเต็มกัน

การทำงานกับชุมชนทำให้เห็นว่าปัญหาความรุนแรงเชื่อมโยงกับปัจจัยทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อเดิม การทำงานกับเครือข่ายสุขภาพทำให้เห็นว่าการรณรงค์ต้องเดินควบคู่กับการผลักดันนโยบาย การทำงานกับผู้ประสบปัญหาทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากการเคารพการตัดสินใจและพลังของเจ้าของชีวิต ขณะที่การทำงานกับคนรุ่นใหม่ทำให้เห็นว่า ความรู้และประสบการณ์จะมีความหมายยิ่งขึ้นเมื่อสามารถส่งต่อและต่อยอดได้

ความท้าทายในวันนี้อาจซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ผู้ร่วมเดินทางเห็นตรงกันคือ การทำงานต้องไม่หยุดอยู่แค่การรวมตัวกันเป็นเครือข่าย หากต้องสร้างความเข้าใจร่วมกัน เชื่อมโยงประเด็นที่เกี่ยวข้อง และช่วยกันขยายพลังไปสู่พื้นที่และผู้คนให้มากขึ้น

ในช่วงท้ายเวทีเสวนา น้องเป้าเล่าถึงความสัมพันธ์กับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลในฐานะเครือข่ายที่สามารถปรึกษาหารือและขอคำแนะนำได้เสมอ ขณะที่พี่ยุ้ยสะท้อนถึงความสำคัญของการมีเพื่อนร่วมทางที่พร้อมยืนหยัดและก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน ส่วนพี่สงกรานต์ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาทักษะการสื่อสารจะช่วยขยายพลังของเครือข่ายและทำให้สังคมเข้าใจประเด็นที่กำลังขับเคลื่อนได้มากขึ้น

“ถ้ามีทักษะทางนี้เก่งขึ้น พลังของการสื่อสารก็จะมีมากขึ้นครับ” พี่สงกรานต์กล่าว

ด้านพี่กุ้งย้ำถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ที่เกิดจากการพบปะและทำกิจกรรมร่วมกัน เพราะเป็นพื้นฐานที่ช่วยให้ผู้คนเข้าใจกันและทำงานต่อเนื่องได้ ขณะที่พี่วิฑูรย์ชวนให้ทุกองค์กรนำประสบการณ์ของตัวเองมาผนึกกำลังกัน เพื่อสร้าง “ระบบนิเวศสุขภาพ” ที่เชื่อมโยงประเด็นความเท่าเทียม ความเป็นธรรมทางเพศ สิ่งแวดล้อม และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เข้าด้วยกัน

พี่วิฑูรย์ทิ้งท้ายถึงพลังของประสบการณ์ที่ทุกคนร่วมกันสั่งสมว่า เมื่อรวมประสบการณ์ของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลตลอด 15 ปี เข้ากับประสบการณ์ของผู้คนและเครือข่ายที่ร่วมเดินทางกันมา ก็จะยิ่งทำให้การทำงานเข้มแข็งขึ้น

“เราต้องสร้างระบบนิเวศสุขภาพร่วมกัน ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความเท่าเทียม ความเป็นธรรมทางเพศ ประเด็นสิ่งแวดล้อม ปัจจัยเสี่ยง แล้วก็ผนึกกำลังกันจากฐานประสบการณ์ เมื่อรวมกันแล้วเราจะเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ”

15 ปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของสิ่งที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลทำสำเร็จ แต่ยังเป็นเรื่องราวของเพื่อนร่วมทางที่เรียนรู้ เติบโต และช่วยกันเปิดพื้นที่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

จากวันนี้ไป การเดินทางยังต้องดำเนินต่อ ด้วยความเชื่อมั่นในพลังของผู้คน การยึดโยงกันด้วยอุดมการณ์และเป้าหมายร่วมกัน และการเป็นแรงหนุนให้กันและกัน เพื่อให้ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเติบโตอย่างเข้มแข็ง และนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนอย่างรอบด้าน

เรียบเรียงจาก: กิจกรรม 15 ปี หญิงชายก้าวไกล “Inspiring Equality เสริมพลัง สร้างคุณค่า สู่การเปลี่ยนแปลง” วันที่ 8–9 ตุลาคม 2569 THE HALLS Bangkok วิภาวดีรังสิต 64 กรุงเทพมหานคร


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy