แชร์

15 ปี มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล จากเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ สู่พลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ระดับประเทศ

อัพเดทล่าสุด: 26 ต.ค. 2026
6 ผู้เข้าชม

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ อดีตผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งได้เห็นการทำงานของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลมาตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม เป็นหนึ่งในผู้ที่ร่วมแสดงความยินดีในวาระครบรอบ 15 ปี พร้อมสะท้อนภาพการเติบโตขององค์กร การขยายตัวทั้งในแง่เนื้อหาการทำงาน เครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาคนทำงานรุ่นต่อไป

จากความเสมอภาคทางเพศ สู่การทำงานที่เชื่อมโยงปัญหาสังคม

การเติบโตด้านแรกที่ ดร.สุปรีดามองเห็น คือการขยายตัวของเนื้อหาและประเด็นการทำงาน จากการดูแลเรื่องสิทธิแรงงาน ขยายไปสู่ผลกระทบต่าง ๆ เกี่ยวโยงไปถึงเรื่องความเสมอภาคทางเพศ การยุติความรุนแรงในครอบครัว การดูแลผู้ถูกกระทำ ตลอดจนผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ประเด็นแอลกอฮอล์เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นความเชื่อมโยงของปัญหาได้ชัดเจน เพราะนอกจากผลกระทบต่อสุขภาพและสังคมในภาพรวมแล้ว ยังสัมพันธ์กับความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเป็นประเด็นที่มูลนิธิทำงานอยู่ด้วย การเชื่อมโยงปัญหาเหล่านี้เข้าด้วยกันจึงทำให้การทำงานไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหญิงชาย แต่ขยายไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตในมิติที่กว้างขึ้น

จากกลุ่มแรงงาน สู่เครือข่ายสังคมที่กว้างไกล

การเติบโตด้านที่สอง คือการขยายเครือข่ายความร่วมมือ จากการทำงานกับสหภาพแรงงานและกลุ่มแรงงานในระยะแรก ไปสู่การทำงานในครอบครัว ชุมชน และการสร้างชุมชนต้นแบบ ก่อนจะขยายไปสู่การสื่อสารสังคม การผลักดันกฎหมาย และการทำงานในระดับนโยบาย

ดร.สุปรีดามองว่า การเติบโตดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการขององค์กรที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการทำงานกับคนหรือชุมชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่สามารถต่อยอดบทเรียนจากพื้นที่ไปสู่การขับเคลื่อนสังคมในวงกว้าง รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการทางกฎหมาย ทั้งในรัฐสภา เวทีสาธารณะ และคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับการร่างกฎหมาย

ขณะเดียวกัน เครือข่ายความร่วมมือก็ขยายออกไปมากกว่าองค์กรด้านสังคมและสุขภาพ โดยมีการทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐมากขึ้น รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับภาคธุรกิจ ซึ่งในช่วงแรกอาจมีความแตกต่างด้านภาษา วิธีคิด และมุมมองต่อปัญหา แต่เมื่อทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องก็เกิดความเข้าใจระหว่างกันมากขึ้น

จากการทำงานภายในประเทศ มูลนิธิยังเริ่มขยายความร่วมมือไปสู่ระดับนานาชาติ มีพันธมิตรจากต่างประเทศ และเชื่อมโยงประเด็นการทำงานเข้ากับวาระสากลมากขึ้นด้วย

ภาพการเติบโตนี้จึงไม่ได้หมายถึงเพียงจำนวนเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น แต่ยังหมายถึงความสามารถในการเชื่อมคนและองค์กรที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน ให้เข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนประเด็นที่มีเป้าหมายร่วมกันได้

ส่งต่อคนทำงาน เชื่อมคนรุ่นใหม่ให้ทันบริบทสังคม

การเติบโตด้านที่สาม คือการพัฒนาบุคลากรและการส่งต่อการทำงานไปสู่คนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่หลายองค์กรภาคประชาสังคมต้องเผชิญ

ดร.สุปรีดาตั้งข้อสังเกตว่า หากองค์กรไม่สามารถพัฒนาคนรุ่นต่อไปหรือส่งต่อบทบาทให้กับคนทำงานรุ่นที่สองและสามได้ เมื่อเวลาผ่านไปอาจไม่ใช่เพียงจำนวนคนทำงานที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังอาจเกิดช่องว่างระหว่างคนต่างรุ่น จนทำให้การเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่เป็นไปได้ยากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้จากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล คือความสามารถในการสานต่อการทำงานไปสู่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่บริบทของปัญหาและรูปแบบการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

การทำงานให้ทันต่อปัญหาและบริบทใหม่จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้องค์กรสามารถเดินหน้าต่อได้ ไม่ใช่เพียงรักษาสิ่งที่เคยทำมาในอดีต แต่ยังต้องเรียนรู้ ปรับตัว และสร้างความเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่อยู่เสมอ

สำหรับ ดร.สุปรีดา การเติบโตทั้งสามด้านนี้เป็นสิ่งที่น่ายินดี โดยเฉพาะสำหรับคนที่ได้เฝ้ามองพัฒนาการของมูลนิธิมาตั้งแต่ปีแรก ๆ เพราะสิ่งที่เห็นในวันนี้แตกต่างจากจุดเริ่มต้นอย่างมาก ทั้งในด้านขอบเขตงาน พลังของเครือข่าย และความพร้อมที่จะก้าวต่อไปในอนาคต

เมื่อองค์กรเล็ก ๆ พิสูจน์ได้ว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง

นอกจากแสดงความยินดีในวาระครบรอบ 15 ปีแล้ว ดร.สุปรีดายังขอบคุณมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลที่เป็นหนึ่งในองค์กรที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การยืนหยัดทำงานอย่างต่อเนื่องสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมได้จริง

“ขอบคุณมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลที่เป็นหนึ่งในองค์กรที่ช่วยพิสูจน์ว่า การยืนหยัดทำงานต่อเนื่องได้สร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในสังคมให้เกิดขึ้นจริง”

ดร.สุปรีดาเปรียบเทียบการเติบโตขององค์กรกับหน่อไม้เล็ก ๆ ที่ในช่วงแรกยังไม่อาจรู้ได้ว่าจะเติบโตต่อไปได้หรือไม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับสามารถสร้างคุณูปการในระดับประเทศได้ ความสำเร็จนี้จึงเป็นตัวอย่างและกำลังใจให้กับองค์กรอื่น ๆ ที่ทำงานเพื่อสังคมได้เดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม แม้สังคมจะก้าวข้ามกำแพงความเชื่อและมายาคติบางอย่างมาได้แล้ว แต่ก็ยังมีอุปสรรคและมายาคติรูปแบบใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ การทำงานของเครือข่ายภาคประชาสังคมจึงยังมีความสำคัญ เพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายและผลักดันให้สังคมก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ดร.สุปรีดาจึงฝากให้ทุกภาคส่วนยังคงผนึกกำลังและเดินหน้าทำงานร่วมกัน พร้อมแสดงความยินดีกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลในโอกาสครบรอบ 15 ปี


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy