วันแม่ กับการยุติความรุนแรงในชีวิตจริงของผู้หญิง

วันแม่ในแต่ละปี เรามักเห็นภาพของแม่ในฐานะผู้เสียสละ อดทน เลี้ยงดูลูก และดูแลครอบครัว พร้อมกับกิจกรรมมอบรางวัลเพื่อยกย่อง “แม่ดีเด่น” ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่า แต่สำหรับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล การพูดถึง “แม่” ไม่ควรหยุดอยู่เพียงภาพของความอดทนและการเสียสละ เพราะยังมีผู้หญิงและแม่อีกจำนวนมากที่กำลังเผชิญกับความรุนแรงและปัญหาชีวิตที่สังคมอาจมองไม่เห็น
จากการทำงานของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลกับผู้หญิงที่ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ พบว่า ผู้หญิงจำนวนมากอยู่ในช่วงวัย 20-45 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ต้องรับผิดชอบชีวิตหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการดูแลลูก งานบ้าน การดูแลสามี และการทำงานหารายได้เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว
เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงต่อตัวผู้หญิงเอง หรือเกิดขึ้นกับลูก ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยจึงต้องแบกรับภาระหลายชั้น ทั้งการรับมือกับความรุนแรง การดูแลลูก การจัดการปัญหาครอบครัว การทำงานหารายได้ รวมถึงการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขณะที่บางคนยังต้องเผชิญกับคำถามและการตำหนิจากคนรอบข้างว่า “ทำไมถึงปล่อยให้เกิดเรื่อง” หรือ “ทำไมถึงไม่รักษาครอบครัวไว้”
ภายใต้ค่านิยมแบบชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงมักถูกคาดหวังให้เป็นผู้รับผิดชอบงานบ้าน ดูแลลูก และประคับประคองครอบครัว เมื่อเกิดปัญหาความรุนแรงขึ้น ผู้หญิงจึงอาจหันกลับมาตำหนิตัวเองว่าเป็นแม่ที่ไม่ดี เป็นภรรยาที่บกพร่อง หรือคิดว่าตนเองกำลังได้รับผลจาก “กรรม” ทั้งที่ต้นเหตุของปัญหาไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้หญิง แต่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจและความไม่เท่าเทียมทางเพศในครอบครัว
ภาวะดังกล่าวส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกาย จิตใจ และการดำเนินชีวิต ผู้หญิงบางส่วนต้องเผชิญความเครียด ภาวะซึมเศร้า หรือหันไปพึ่งพาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาเสพติดเพื่อรับมือกับความทุกข์ ขณะที่บางรายไม่สามารถทำงานต่อได้ ต้องลาออกหรือสูญเสียรายได้ ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทั้งตัวผู้หญิงและครอบครัว
ยิ่งในกรณีที่ความรุนแรงเกิดขึ้นกับลูก ภาระที่ผู้หญิงต้องเผชิญยิ่งหนักขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เป็นพ่อหรือสามีเป็นผู้กระทำความรุนแรงทางเพศต่อลูกของตนเอง ผู้หญิงต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ระหว่างการปกป้องลูกกับความสัมพันธ์ในครอบครัว หลายคนต้อง “ยืนหยัดในฐานะแม่มากกว่าการเป็นภรรยา” ด้วยการยืนเคียงข้างลูกและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำ แม้ผู้กระทำจะเป็นสามีของตนเองก็ตาม
แต่การตัดสินใจเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงจะได้รับความเข้าใจจากสังคมเสมอไป บางคนกลับถูกญาติหรือคนรอบข้างตำหนิ ถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงทำลายครอบครัว หรือเหตุใดจึงต้องดำเนินคดีกับคนในครอบครัว ทั้งที่สิ่งที่ผู้หญิงกำลังทำคือการปกป้องลูกและยืนยันว่าความรุนแรงไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติไม่ว่าใครจะเป็นผู้กระทำ
ในสถานการณ์เช่นนี้ “เครือข่ายทางสังคม” ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะผู้หญิงที่เผชิญความรุนแรงไม่ควรถูกปล่อยให้ต่อสู้เพียงลำพัง
ดังนั้น วันแม่จึงไม่ควรมีเพียงการพูดถึงความอดทน เสียสละ หรือการมอบรางวัลให้กับแม่ แต่ควรเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่สังคมจะหันกลับมามองว่า วันนี้ผู้หญิงและแม่จำนวนมากกำลังเผชิญกับอะไรอยู่
เราควรกล้าพูดถึงความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงทางเพศ และความไม่เท่าเทียมทางเพศที่ยังเกิดขึ้นในชีวิตจริง รวมถึงตั้งคำถามว่าเหตุใดภาระงานบ้าน การเลี้ยงลูก และการดูแลครอบครัวจึงยังถูกผลักให้เป็น “หน้าที่ของผู้หญิง” เป็นหลัก
ผู้ชายเองก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบงานบ้านและการดูแลลูกอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่มองว่างานเหล่านี้เป็นหน้าที่ของผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว ขณะเดียวกัน ผู้ชายที่มีส่วนร่วมทำงานบ้านและดูแลครอบครัวอยู่แล้ว ก็ควรได้รับการสนับสนุนและสร้างค่านิยมใหม่ให้เห็นว่านี่คือความรับผิดชอบร่วมกันของสมาชิกทุกคนในครอบครัว
ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องมีนโยบายและระบบสวัสดิการที่ช่วยให้ผู้หญิงที่ประสบความรุนแรงสามารถออกจากสถานการณ์ที่เป็นอันตรายและเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นกองทุนช่วยเหลือในช่วงที่ไม่มีงานทำ การช่วยเหลือด้านรายได้ การสนับสนุนค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายของลูก ตลอดจนบริการด้านกฎหมาย สุขภาพกาย สุขภาพจิต และการคุ้มครองความปลอดภัย
เพราะสำหรับผู้หญิงที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต การมีระบบสังคมที่ยื่นมือเข้ามาช่วยในวันที่เธอลุกไม่ไหว อาจมีความหมายไม่ต่างจากการได้รับรางวัลในวันแม่เลย
วันแม่จึงไม่ควรเป็นเพียงวันที่เราบอกว่า “แม่เก่งแค่ไหน” แต่ควรเป็นวันที่สังคมถามตัวเองด้วยว่า เราได้ทำอะไรบ้างเพื่อให้แม่ไม่ต้องอดทนกับความรุนแรงเพียงลำพัง
การสนับสนุนผู้หญิงให้ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อหลุดพ้นจากความรุนแรง การแบ่งปันภาระงานบ้านและการเลี้ยงลูกอย่างเป็นธรรม และการสร้างระบบสวัสดิการที่ทำให้ผู้หญิงสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง คืออีกหนึ่งรูปแบบของการให้คุณค่ากับความเป็นแม่


