แชร์

เจาะความเข้าใจผิดของคำว่า “ข่มขืนกระทำชำเรา” ที่สังคมอาจยังสับสน

อัพเดทล่าสุด: 26 พ.ค. 2026
2 ผู้เข้าชม

หลายคนอาจเข้าใจว่า “ข่มขืน” หมายถึงการมีเพศสัมพันธ์โดยใช้กำลังบังคับเท่านั้น แต่ในทางกฎหมายอาญาไทย คำว่า “ข่มขืน” และ “กระทำชำเรา” มีความหมายที่เชื่อมโยงกันและต้องทำความเข้าใจให้ชัด

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 (ฉบับปี 2568) อธิบายไว้ว่า กระทำชำเรา” คือ การกระทำเพื่อสนองความใคร่ โดยใช้อวัยวะเพศล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น

นั่นหมายความว่า การบังคับให้อมอวัยวะเพศ หรือ Oral Sex ก็ถือเป็น “การกระทำชำเรา” ตามกฎหมายปัจจุบันเช่นกัน

ส่วนคำว่า “ข่มขืน” หมายถึง วิธีการที่ใช้ในการบังคับ เช่น การใช้กำลัง ข่มขู่ ทำร้าย ทำให้อีกฝ่ายหวาดกลัว หรือกระทำในขณะที่อีกฝ่ายไม่สามารถขัดขืนหรือให้ความยินยอมได้

ดังนั้น หากมีทั้ง “การล่วงล้ำทางเพศ” และ “การไม่ยินยอม” ก็จะเข้าข่ายความผิดฐาน “ข่มขืนกระทำชำเรา”

สิ่งสำคัญคือ ความรุนแรงทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในภาพจำแบบเดิม ๆ ที่สังคมคุ้นเคย เช่น ชายแปลกหน้าทำร้ายผู้หญิงในที่เปลี่ยวเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในครอบครัว ระหว่างคนใกล้ตัว หรือแม้แต่ในขณะที่ผู้ถูกกระทำไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

กรณีที่ “ทราย สก๊อต” ออกมาเปิดเผยว่าถูกพี่ชายบังคับให้อมอวัยวะเพศตั้งแต่อายุประมาณ 10-11 ปี คือหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนเรื่องนี้อย่างชัดเจน

ในมุมของผู้ถูกกระทำ นี่คือการล่วงละเมิดทางเพศเด็กอย่างรุนแรง เพราะเด็กไม่สามารถให้ความยินยอมได้ตามกฎหมาย และการถูกใช้อำนาจหรือความเป็นผู้ใหญ่บังคับทางเพศ ย่อมส่งผลกระทบทางจิตใจระยะยาว แม้เหตุการณ์จะผ่านมาหลายสิบปี บาดแผล ความหวาดกลัว หรือความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นกับเหยื่อ อาจยังคงอยู่

ในทางกฎหมายปัจจุบัน การบังคับให้กระทำทางเพศผ่านช่องปากถือเป็น “การกระทำชำเรา” อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่สังคมควรเข้าใจเพิ่มเติมคือ กฎหมายไทยไม่ได้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ต้น

หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน การตีความคำว่า “กระทำชำเรา” ยังจำกัดอยู่เพียงการใช้อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหญิงเท่านั้น การล่วงละเมิดทางช่องปากหรือทวารหนักในอดีตจึงมักถูกตีความเป็นเพียง “อนาจารโดยการล่วงล้ำ” แม้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกกระทำจะไม่ต่างกันเลย

มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลเคยมีบทบาทในการผลักดันคดีสำคัญเมื่อปี 2560 กรณีบุรุษพยาบาลกระทำทางเพศต่อผู้ป่วยชายวัย 28 ปี ที่อยู่ในภาวะสะลืมสะลือจากอาการแพ้ยา ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองหรือขัดขืนได้

ในตอนแรก พนักงานสอบสวนตั้งข้อหาเพียง “อนาจาร” เพราะยังติดอยู่กับกรอบการตีความกฎหมายแบบเดิม แต่จากการต่อสู้ทางกฎหมายและการอธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการล่วงล้ำทางเพศ ทำให้เกิดการพิจารณาว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐาน “ข่มขืนกระทำชำเรา” ตามมาตรา 276

สำหรับกรณีของ ทราย สก๊อต เมื่อพิจารณาภาพรวมในแง่พฤติกรรมและจิตใจ สิ่งที่ทราย สก๊อต เผชิญคือ การข่มขืนกระทำชำเรา (ละเมิดทางเพศ) อย่างชัดเจนเนื่องจากเป็นการสอดใส่ทางช่องปากโดยไม่ยินยอม

บาดแผลจากการล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ได้มีวันหมดอายุ และความเข้าใจผิดของสังคม อาจกลายเป็นการซ้ำเติมผู้ถูกกระทำอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy