การขับเคลื่อนโรงงานลด ละ เลิกเหล้า-พนัน บทเรียนจาก 2 กลุ่มโรงงาน เมื่อการลดเหล้าและพนันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสุขภาพ

ในเวทีเสวนาเรื่อง “การขับเคลื่อนโรงงานลด ละ เลิกเหล้า-พนัน” กรณีบริษัทยางโอตานิ จำกัด และบริษัท ไทยนิปปอน สตีล เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น คอร์ปอเรชั่น จำกัด มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานของเครือข่ายแรงงานที่ร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เพื่อแก้ไขปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการพนันในสถานประกอบการ
บทเรียนจากทั้งสองโรงงานสะท้อนให้เห็นว่า การลดเหล้าและการพนันต้องเริ่มจากการเข้าใจปัญหาของคนทำงาน สร้างแรงจูงใจ และพัฒนาระบบสนับสนุนที่ช่วยให้พนักงานปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างลูกจ้าง สหภาพแรงงาน และนายจ้าง
เมื่อสหภาพแรงงานมองเห็นว่า ปัญหาการขาดงานไม่ได้มีแค่เรื่องสิทธิแรงงาน
คุณวิชัย พูนเกิด ประธานสหภาพแรงงานน้ำใจสัมพันธ์ บริษัท ยางโอตานิ จำกัด เล่าว่า ก่อนจะเข้ามาทำงานร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล สหภาพแรงงานทำงานหลักในเรื่องการเรียกร้องและเจรจาปรับปรุงสภาพการจ้าง เพื่อให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่เมื่อข้อเรียกร้องหลายเรื่องไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร จึงเริ่มกลับมาสำรวจว่าอะไรคือปัญหาที่ทำให้การทำงานของโรงงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
สิ่งที่พบคือ แม้พนักงานส่วนใหญ่จะมาทำงานตามปกติ แต่ก็มีพนักงานบางส่วนขาดงาน ลางาน หรือมาสายเป็นประจำ เมื่อสืบหาสาเหตุจึงพบว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยสำคัญ
“ดื่มเย็นนี้ พรุ่งนี้เช้าก็มาทำงานไม่ไหว หรือมาก็มาครึ่งวัน”
คุณวิชัยเล่าว่า เมื่อพนักงานดื่มจนทำงานไม่ไหว บางคนต้องใช้สิทธิลาป่วยและมีใบรับรองแพทย์ บริษัทก็ต้องจ่ายค่าจ้างตามสิทธิ ขณะที่เพื่อนร่วมงานต้องรับภาระงานแทน ส่วนสหภาพแรงงานเองก็เห็นว่าหากปล่อยให้ปัญหานี้ดำเนินต่อไป ย่อมส่งผลต่อทั้งตัวพนักงานและการขับเคลื่อนองค์กร
“เราก็ไปศึกษาดูว่ามันมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยดึงคนเหล่านี้มาให้เสมอกับพนักงานคนอื่น ๆ เพื่อที่จะขับเคลื่อนองค์กรไปด้วยกัน”
จุดเริ่มต้นจึงมาจากการชวนพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมงดเหล้าเข้าพรรษา ในช่วงแรกมีผู้เข้าร่วมเพียง 10-20 คน แต่สหภาพแรงงานยังคงทำต่อเนื่องทุกปี พร้อมกับเรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรให้คนเข้าร่วมมากขึ้น ไม่ใช่เพียงประกาศชวนแล้วปล่อยให้เป็นเรื่องสมัครใจเท่านั้น

จากกิจกรรมเล็ก ๆ สู่การเปลี่ยนเป็นนโยบายบริษัท
เมื่อเริ่มทำงานไปสักระยะ สหภาพแรงงานได้เรียนรู้แนวทางจากเครือข่ายแรงงานในพื้นที่อ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ และได้รับคำแนะนำจากมูลนิธิเพื่อนหญิงในช่วงเวลานั้น ก่อนจะพัฒนาความร่วมมือกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลต่อมา
คุณวิชัยยอมรับว่าในช่วงแรกการทำงานยังไม่มีหลักยึดชัดเจน ใครอยากเข้าร่วมก็เข้าร่วม ใครไม่อยากเข้าก็ไม่ได้มีวิธีชักชวนหรือสร้างแรงจูงใจอย่างเป็นระบบ แต่เมื่อได้รับคำแนะนำและความรู้เพิ่มเติม จึงเริ่มนำเรื่องการสื่อสาร การโน้มน้าว และการใช้บุคคลต้นแบบเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน
“เราเคยทำแบบสะเปะสะปะ ไม่มีหลักยึด ก็ได้คำแนะนำว่าเราต้องชักจูงคนแบบไหน วาทะในการพูด แนะนำเขาแบบไหน”
หนึ่งในวิธีที่นำมาใช้คือการนำเรื่องราวของพนักงานที่เคยดื่มหนักมาเป็นตัวอย่างให้เพื่อนร่วมงานเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องการทำงาน รายได้ หนี้สิน และความสุขในครอบครัว เพราะบางคนแม้จะมีวันหยุดหรือสิทธิการลาป่วย แต่เมื่อดื่มจนขาดงานบ่อย รายได้ที่ควรนำไปใช้ในครอบครัวกลับหมดไปกับค่าเหล้าและหนี้สิน
จากเดิมที่มีบุคคลต้นแบบเพียงไม่กี่คน ก็เริ่มมีคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองเพิ่มขึ้น และทำให้พนักงานคนอื่นเห็นว่าการลด ละ เลิกเหล้าไม่ใช่เรื่องไกลตัว
อีกก้าวสำคัญคือการนำกิจกรรมไปพูดคุยกับนายจ้าง เพื่อผลักดันให้เป็นนโยบายของบริษัท ไม่ใช่เพียงโครงการรณรงค์ชั่วคราว โดยมีทั้งการมอบกระปุกออมสินให้พนักงานเก็บเงินในช่วงเข้าพรรษา เมื่อถึงวันออกพรรษาก็เปิดกระปุกดูเงินออม และบริษัทจะสมทบเงินหรือมอบรางวัลให้ตามเงื่อนไขที่กำหนด
คุณวิชัยเล่าว่า ในช่วงหลังมีการนำเสนอและยกย่องบุคคลต้นแบบในงานเลี้ยงปีใหม่ รวมถึงได้รับเกียรติบัตรจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนที่เข้าร่วมโครงการ และทำให้เห็นว่าพวกเขากำลังเดินมาถูกทาง
นอกจากการรณรงค์ลดเหล้าแล้ว บริษัทยังพัฒนาสวัสดิการและแรงจูงใจด้านการทำงานควบคู่กัน เช่น เบี้ยขยันรายเดือนสำหรับผู้ที่ไม่ขาด ไม่สาย ไม่ลา
ผลที่เกิดขึ้นคือพนักงานมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น บริษัทเองก็ได้ประโยชน์จากการมีพนักงานมาทำงานอย่างสม่ำเสมอ และโครงการลด ละ เลิกเหล้าก็มีผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเข้าพรรษาปีล่าสุดมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 400 คน ซึ่งคุณวิชัยย้ำว่าเป็นกลุ่มคนที่ดื่มอยู่เดิมและต้องการเข้ามาลด ละ เลิก ไม่ใช่การนับรวมคนที่ไม่ได้ดื่มอยู่แล้ว
งานเลี้ยงปีใหม่ไม่จำเป็นต้องมีเหล้า และความสนุกก็ไม่จำเป็นต้องแลกด้วยความเสี่ยง
อีกเรื่องที่คุณวิชัยหยิบมาเล่าคือการปรับเปลี่ยนงานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัท ซึ่งเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่ต้องอาศัยทั้งความกล้าและความอดทนจากสหภาพแรงงาน
ก่อนหน้านี้งานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัทมีการจัดโต๊ะจีนและมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้พนักงาน แต่ในอดีตเคยเกิดเหตุพนักงานเมาแล้วทะเลาะวิวาทกันจนสูญเสียพนักงานที่มีความสามารถไป 2 คน และยังมีพนักงานเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนหลังเดินทางกลับจากงานเลี้ยงอีก 2 คน
คุณวิชัยมองว่าเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อบริษัทเป็นผู้จัดงานและมีการเลี้ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้พนักงาน แต่กลับมีระเบียบลงโทษกรณีเมาแล้วทะเลาะวิวาทถึงขั้นเลิกจ้างทั้งสองฝ่าย
“เราก็มองว่ามันไม่แฟร์ เพราะว่าถ้าบริษัทเลี้ยงเหล้า มันมีเหรอกินแล้วมันจะไม่เมา”
สหภาพแรงงานจึงเข้าไปหารือกับผู้บริหาร ขอทดลองไม่เลี้ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานปีใหม่ โดยนำงบประมาณส่วนที่เคยใช้ซื้อเหล้าไปเพิ่มเป็นรางวัลให้พนักงานแทน
แน่นอนว่าช่วงแรกมีเสียงต่อต้านไม่น้อย เพราะพนักงานบางส่วนเคยชินกับการได้ดื่มฟรีในงานเลี้ยง แต่สหภาพแรงงานก็อดทนและเดินหน้าต่อ ใช้ทักษะในการพูดคุย โน้มน้าว ขณะเดียวกันยังคงจัดกิจกรรมอื่น ๆ ให้พนักงานได้สนุกสนานเหมือนเดิม ทั้งการเชิญนักร้องและการเพิ่มรางวัลต่าง ๆ
“เราได้ความรู้ ได้ทักษะจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนกับชุมชนและนำมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของเรา”
เมื่อเวลาผ่านไป พนักงานเริ่มยอมรับมากขึ้น และเห็นว่าการไม่มีเหล้าในงานเลี้ยงก็ยังสนุกได้ คุณวิชัยเล่าว่าเมื่อเสียงเพลงดังขึ้น พนักงานก็ออกมาเต้นกันเต็มพื้นที่โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ขยายบทเรียนจากโรงงานหนึ่งไปสู่อีกโรงงานหนึ่ง
จากความสำเร็จของโรงงานยางโอตานิ บทเรียนและแนวทางการทำงานได้ถูกนำไปต่อยอดในบริษัท โอตานิ เรเดียล จำกัด ซึ่งเป็นอีกโรงงานหนึ่งในกลุ่มเดียวกัน มีพนักงานมากกว่า 1,800 คน และมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างออกไป
คุณชาญเพชร กุสุโมทย์ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อวัตถุดิบ บริษัท โอตานิ เรเดียล จำกัด เล่าว่า เดิมตนเองเคยทำงานอยู่ที่โรงงานยางโอตานิประมาณ 7 ปี ก่อนจะย้ายมาทำงานในโรงงานใหม่ ซึ่งมีพนักงานจำนวนมากและส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ ขณะที่โรงงานเดิมมีสหภาพแรงงานและมีประสบการณ์การขับเคลื่อนเรื่องสวัสดิการและการลดปัจจัยเสี่ยงมาแล้ว
ความท้าทายจึงอยู่ที่การทำให้พนักงานโรงงานใหม่เข้าใจว่า สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้รับไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มีที่มาและเกิดจากการต่อสู้และผลักดันของคนทำงานมาอย่างต่อเนื่อง
คุณชาญเพชรเล่าว่า ในการปฐมนิเทศพนักงานใหม่ ได้เชิญคุณวิชัยเข้าไปช่วยอธิบายที่มาของสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ รวมถึงให้ความรู้เรื่องแอลกอฮอล์ เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าใจทั้งสิทธิของตนเองและความสำคัญของการดูแลสุขภาพในการทำงาน
ขณะเดียวกัน การทำงานในโรงงานที่มีพนักงานจำนวนมาก ทำให้ต้องสังเกตปัญหาในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพฤติกรรมการพนันออนไลน์ที่เริ่มเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของพนักงาน
คุณชาญเพชรเล่าว่า ในอดีตพนักงานบางคนใช้บัตรพนักงานที่เป็นบัตร ATM ไปจำนำกับเจ้าหนี้ เพื่อนำเงินไปเล่นพนันออนไลน์หรือเล่นสล็อต จนเกิดข้อสังเกตว่าทำไมพนักงานจำนวนหนึ่งจึงไม่มีบัตรสำหรับรูดเข้างานเหมือนคนอื่น ๆ
“เราก็เอะใจว่า ทำไมพนักงาน 4-500 คน ถึงไม่มีบัตรสแกนเข้าทำงาน”
เมื่อพบปัญหา บริษัทจึงปรับระบบการลงเวลาเป็นการสแกนลายนิ้วมือ และมีมาตรการให้พนักงานเก็บโทรศัพท์มือถือระหว่างทำงาน ยกเว้นผู้ที่มีหน้าที่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการพนัน บุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างชัดเจน
สำหรับพนักงานที่เข้ามาทำงานในสภาพมึนเมา บริษัทมีมาตรการตรวจสอบและให้กลับบ้าน รวมถึงพักงานตามระเบียบ ส่วนกรณีการเล่นพนันผ่านโทรศัพท์มือถือในเวลางานก็มีมาตรการลงโทษอย่างจริงจัง
คุณชาญเพชรย้ำว่า การแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การจับผิดพนักงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้หัวหน้างานและผู้บริหารเข้ามารับรู้และมีส่วนรับผิดชอบด้วย เพราะหากปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นในหน่วยงานโดยไม่มีการจัดการ ก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในภาพรวม
นอกเหนือจากมาตรการควบคุม ยังมีการจัดกิจกรรมกีฬาและกิจกรรมร่วมกันระหว่างสองโรงงาน เพื่อให้พนักงานมีพื้นที่ทำกิจกรรมอื่นแทนการใช้เวลาว่างไปกับการพนันหรือโทรศัพท์มือถือ รวมถึงการส่งเสริมการปลูกผัก การออมเงิน และการดูแลสุขภาพจิต
บริษัทได้จัดให้มีห้องสำหรับให้คำปรึกษาแก่พนักงานที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตหรือเรื่องส่วนตัว เพื่อให้มีพื้นที่พูดคุยและขอความช่วยเหลือได้

บทเรียนจากชุมชนช่วยให้โรงงานทำงานกับคนได้มากกว่าการออกกฎ
คุณชาญเพชรยังสะท้อนอีกว่า สิ่งที่ได้รับจากการทำงานร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความรู้เรื่องเหล้าหรือการพนัน แต่ยังรวมถึงการพาออกไปเรียนรู้การทำงานของชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งช่วยเปิดมุมมองให้คนทำงานในโรงงานได้เห็นวิธีการสร้างการมีส่วนร่วมที่หลากหลายขึ้น
“บทเรียนต่าง ๆ ที่มูลนิธิให้มาไม่ได้อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม เพราะมูลนิธิพาเราออกพื้นที่ไปดูชีวิตการทำงานของชุมชน เราได้บทเรียนการทำงานของชุมชนมาใช้กับบริษัท”
เขายกตัวอย่างว่า การทำงานในโรงงานอาจดูเหมือนง่าย หากผู้บริหารเห็นด้วยและอนุมัตินโยบาย ทุกอย่างก็เดินหน้าได้ แต่การทำงานกับชุมชนไม่ใช่ลักษณะเดียวกัน เพราะแม้ผู้นำชุมชนจะเห็นด้วย แต่คนในชุมชนอาจไม่ได้ทำตามทั้งหมด จึงต้องอาศัยวิธีการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วม
บทเรียนเหล่านี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับโรงงาน ทั้งการปรึกษาหารือกับผู้บริหาร การผลักดันนโยบาย และการออกแบบกิจกรรมให้เหมาะกับคนทำงานในแต่ละพื้นที่
คุณชาญเพชรเล่าว่า การทำงานร่วมกับมูลนิธิและการแลกเปลี่ยนกับเครือข่ายโรงงานอื่น ๆ ทำให้มีแนวทางไปพูดคุยกับผู้บริหารและนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพนักงานได้มากขึ้น
ผลที่เห็นได้ชัดคือพนักงานเริ่มมีระบบการออมที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น บางคนเมื่อเกษียณอายุมีเงินเก็บมากกว่าหนึ่งล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการส่งเสริมให้พนักงานออมเงินอย่างต่อเนื่อง และผลักดันให้บริษัทเข้ามามีส่วนรับผิดชอบต่อคุณภาพชีวิตของคนทำงาน
เมื่อการพนันย้ายจากวงไฮโลมาอยู่ในโทรศัพท์ ปัญหาก็ยิ่งมองเห็นยากขึ้น
อีกหนึ่งกรณีศึกษาคือบริษัท ไทยนิปปอน สตีล เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งทำงานเกี่ยวกับโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่และแท่นขุดเจาะน้ำมัน ลักษณะงานต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง โดยเฉพาะงานเชื่อมและงานวิศวกรรมที่ต้องมีความละเอียดสูง
คุณจีระศักดิ์ ล้ำเลิศ ประธานสหภาพแรงงานไทยนิปปอนสตีล เล่าว่า ในอดีตปัญหาการดื่มเหล้าและการพนันเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ในกลุ่มแรงงาน โดยเฉพาะการพนันที่เคยเล่นกันเป็นวง เช่น ไฮโล หรือการพนันฟุตบอลที่ต้องมีโพย มีคนรับส่ง ทำให้สหภาพแรงงานสามารถสังเกตและเข้าไปพูดคุยได้ง่ายกว่าในปัจจุบัน
แต่เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป การพนันจำนวนมากย้ายเข้าไปอยู่ในโทรศัพท์มือถือ ทำให้คนทำงานสามารถเล่นได้โดยไม่ต้องรวมกลุ่มหรือแสดงพฤติกรรมให้คนอื่นเห็นเหมือนในอดีต
“สมัยก่อนเล่นไฮโลมันจะมีวง แล้วมันจะเห็น แต่ทุกวันนี้มันเล่นในโทรศัพท์ก็ได้”
คุณจีระศักดิ์มองว่า ปัญหาการพนันเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว บางคนเสียเงินจำนวนมากจนหมดตัวภายในเวลาไม่นาน และอาจกระทบไปถึงครอบครัว ความสัมพันธ์ และการทำงาน
“เสียตังค์ทีหนึ่งเยอะนะครับ บางคนล้มทั้งชีวิตภายใน 10 นาที ก็ล้มได้”
ในอดีตสหภาพแรงงานมักเข้าไปช่วยเหลือเมื่อพนักงานประสบปัญหา เช่น ช่วยหาทางกู้เงินมาแก้ปัญหาหนี้สิน แต่เมื่อมองย้อนกลับไปก็พบว่าวิธีเหล่านั้นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะไม่ได้ทำให้เข้าใจว่าทำไมคนคนหนึ่งจึงหันไปเล่นการพนันตั้งแต่แรก
“เมื่อก่อนเวลาพนักงานมีปัญหา เราก็พยายามหาทางช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่ทุกวันนี้ผมมองว่ามูลนิธิหญิงชายก้าวไกลเข้ามาช่วยให้เราแก้ปัญหาจากต้นเหตุ ทำให้เราเห็นว่าต้องทำอย่างไรให้คนทำงานเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จริง”
คุณจีระศักดิ์จึงเห็นความสำคัญของการทำงานร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ซึ่งนำความรู้ทางวิชาการมาช่วยวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ และมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

จากเงินที่เคยใช้ซื้อหวย สู่การออมวันละ 200-500 บาท
เมื่อเริ่มทำงานร่วมกัน แนวทางของไทยนิปปอนสตีลไม่ได้มีเพียงการรณรงค์ให้เลิกเล่นการพนัน แต่ยังพยายามสร้างทางเลือกให้พนักงานใช้เวลาว่างและจัดการเงินของตนเองในรูปแบบอื่น
คุณจีระศักดิ์เล่าว่า มีการจัดกิจกรรมกีฬาสีและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานมีเวลาทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ลดเวลาที่ใช้ไปกับโทรศัพท์มือถือ รวมถึงการปลูกผักและส่งเสริมการออมเงิน
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต โดยจัดห้องสำหรับให้คำปรึกษาแก่พนักงานที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพหรือปัญหาส่วนตัว เพื่อให้คนทำงานมีช่องทางขอความช่วยเหลือแทนที่จะต้องแบกรับปัญหาไว้เพียงลำพัง
หนึ่งในผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินของพนักงาน จากเดิมที่บางคนใช้เงินซื้อหวยครั้งละหลักหมื่น ไปสู่การฝากเงินเข้าระบบออมทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ
คุณจีระศักดิ์ยกตัวอย่างพนักงานบางคนที่เคยซื้อหวยครั้งละ 10,000-20,000 บาท แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาออมเงินวันละ 200 - 500 บาท
การมีระบบสหกรณ์ออมทรัพย์หรือเครดิตยูเนียนที่พนักงานสามารถนำเงินไปฝากได้สะดวก ทำให้การออมกลายเป็นพฤติกรรมที่ทำได้จริง ไม่ต้องรอเก็บเงินก้อนใหญ่แล้วค่อยนำไปฝาก และยังช่วยลดโอกาสที่เงินจะถูกนำไปใช้กับการพนันระหว่างทาง
คุณจีระศักดิ์มองว่านี่เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ เพราะเมื่อพนักงานเห็นเงินออมเพิ่มขึ้น ก็เกิดแรงจูงใจที่จะทำต่อ และระบบสามารถขยายผลไปได้ด้วยตัวเอง
“ผมมองว่าตัวชี้วัดของสหกรณ์น่าจะประสบผลสำเร็จ เพราะจากเงินจุดเริ่มต้นของเรา พอผลมันออกมาแล้ว ครั้งหน้าเราก็เอาเงินไปทำอย่างอื่นได้ ตัวนี้มันจะรันไปของมันเอง”

เมื่อบริษัทเห็นประโยชน์ร่วมกัน การลดเหล้าและพนันก็ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
หลังจากรับฟังประสบการณ์จากทั้งสองกลุ่มโรงงาน รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมสะท้อนบทเรียนสำคัญจากการติดตามการทำงานของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลและเครือข่ายแรงงาน
“หัวใจสำคัญคือการทำให้เห็นว่า การทำโครงการลด ละ เลิกแอลกอฮอล์ก็ดี หรือการพนันก็ดี ประโยชน์มันตกกับทุกคน”
เขาอธิบายว่า ในอดีตเมื่อสหภาพแรงงานยื่นข้อเรียกร้อง บริษัทอาจมองว่าเป็นการเรียกร้องจากฝั่งลูกจ้างที่ต้องการสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น แต่การทำงานเรื่องลดเหล้าและการพนันทำให้บริษัทเห็นว่า หากพนักงานมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บริษัทก็ได้รับประโยชน์ด้วย
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือกรณีโรงงานยาง หากพนักงานดื่มจนเมาค้างและไม่สามารถมาทำงานได้ โรงงานก็ผลิตสินค้าได้น้อยลง ทั้งที่มีคำสั่งซื้อและต้องส่งสินค้าให้ทันเวลา การลดการดื่มจึงช่วยให้พนักงานทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่บริษัทก็สามารถรักษาการผลิตและส่งมอบสินค้าได้ตามเป้าหมาย
รศ.ดร.บุญเลิศอธิบายแนวคิดนี้ว่าเป็นการสร้างประโยชน์ร่วมกัน หรือ Win-Win ไม่ใช่การต่อรองเพื่อแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่เท่าเดิม แต่เป็นการทำให้ “เค้กก้อนใหญ่ขึ้น” เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น
เมื่อโรงงานมีประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น บริษัทก็มีโอกาสสร้างผลประกอบการที่ดีขึ้น และสามารถนำผลประโยชน์ส่วนหนึ่งกลับมาเป็นแรงจูงใจให้พนักงาน เช่น เบี้ยขยันรายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ขณะที่พนักงานก็มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการรักษาวินัยในการทำงาน
ในมุมของการพนันก็เช่นกัน หากบริษัทมีพนักงานที่มีทักษะและประสบการณ์ แต่ต้องสูญเสียคนเหล่านั้นไปเพราะปัญหาการพนัน บริษัทก็ต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการหาคนใหม่มาทดแทนและฝึกฝนใหม่ โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางและมีความผิดพลาดไม่ได้
รศ.ดร.บุญเลิศจึงเห็นว่า การลดปัญหาเหล่านี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระของสหภาพแรงงานหรือกิจกรรมที่บริษัทต้องเสียเวลาให้พนักงาน แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพขององค์กรไปพร้อมกัน
เงินสนับสนุนอาจไม่มาก แต่สิ่งที่เครือข่ายได้รับคือความรู้และกระบวนการทำงาน
อีกประเด็นที่ รศ.ดร.บุญเลิศสะท้อนคือคุณค่าของการทำงานร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ซึ่งไม่ได้อยู่ที่เงินสนับสนุนโครงการเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงกระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างเครือข่ายที่สามารถนำความรู้ไปต่อยอดได้ด้วยตนเอง
เขามองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีสะท้อนให้เห็นว่าคนทำงานในเครือข่ายไม่ได้เพียงเข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการ แต่ได้เรียนรู้จากกันและกัน ทั้งจากโรงงานอื่น ชุมชน และประสบการณ์ของคนทำงานในพื้นที่
“สิ่งที่มันสำคัญมากกว่าก็คือความรู้และประสบการณ์ แล้วผมว่าความรู้และประสบการณ์ต่างหากที่ทำให้ขบวนการของพี่น้องเครือข่ายดำเนินการไปได้อย่างเข้มแข็ง”
รศ.ดร.บุญเลิศกล่าวว่า งบประมาณสนับสนุนโครงการปีละประมาณ 50,000-60,000 บาท อาจไม่ใช่จำนวนเงินที่มากนักเมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือเงินจำนวนนี้ถูกนำไปใช้ในกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่การลงมือทำ การเรียนรู้ การสรุปบทเรียน และการนำความรู้ไปถ่ายทอดให้เครือข่ายอื่น
“โครงการอย่างพวกเราเนี่ยมันเป็นโครงการที่นำไปสู่ปฏิบัติการ และนำไปสู่การเรียนรู้ สรุปบทเรียน มันถึงได้ชุดความรู้ที่มาถ่ายทอดกัน”
เขายังชี้ให้เห็นว่า ผลลัพธ์บางอย่างสามารถประเมินเป็นตัวเงินได้ เช่น การที่พนักงานเลิกเหล้า ลดการพนัน มีเงินออมเพิ่มขึ้น หรือบริษัทสามารถจ่ายเบี้ยขยันให้พนักงานได้มากขึ้น แต่ยังมีผลลัพธ์อีกส่วนที่อาจวัดเป็นตัวเงินได้ยากกว่า เช่น ศักยภาพของคนทำงาน ความเข้มแข็งของสหภาพแรงงาน และการที่คนหนึ่งคนสามารถนำประสบการณ์ของตัวเองไปช่วยเหลือคนอื่นต่อได้
สำหรับ รศ.ดร.บุญเลิศ สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่ทำให้การทำงานของเครือข่ายเกิดผลมากกว่าการทำโครงการให้เสร็จตามงบประมาณ เพราะเป็นการสร้างคน สร้างความรู้ และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สามารถขยายผลต่อไปได้
ประสบการณ์จากทั้งสองโรงงานสะท้อนให้เห็นว่า การลด ละ เลิกเหล้าและการพนันต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ทั้งจากคนทำงาน สหภาพแรงงาน และนายจ้าง ควบคู่กับการสร้างทางเลือกที่ช่วยให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ทั้งการออมเงิน กิจกรรมสร้างสุขภาวะ และระบบดูแลช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา
เมื่อคนทำงานมีสุขภาพดีขึ้น มีเงินออม และมีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น โรงงานก็ได้รับประโยชน์จากการทำงานที่มีประสิทธิภาพ นี่คือบทเรียนของการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน
เรียบเรียงจาก: กิจกรรม 15 ปี หญิงชายก้าวไกล “Inspiring Equality เสริมพลัง สร้างคุณค่า สู่การเปลี่ยนแปลง” วันที่ 8–9 ตุลาคม 2569 THE HALLS Bangkok วิภาวดีรังสิต 64 กรุงเทพมหานคร


