แชร์

จากชายเป็นใหญ่ สู่ครอบครัวที่เท่าเทียม เมื่อการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากคนในชุมชน

อัพเดทล่าสุด: 23 ต.ค. 2026
9 ผู้เข้าชม

“แต่ก่อนนี่เป็นชายเป็นใหญ่จริง ๆ ผู้หญิงไม่มีโอกาสได้ขึ้นมาแถวหน้าได้เลย จนมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลเข้ามาทำเรื่องความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย ทำให้กลุ่มผู้หญิงได้ลุกขึ้นมาพูด ลุกขึ้นมาต่อสู้ และทำความเข้าใจ ผู้ชายเองก็ได้เปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง”

นี่คือภาพความเปลี่ยนแปลงที่ลุงสมปอง บัวทอง แกนนำเครือข่ายชุมชนจากจังหวัดอำนาจเจริญ สะท้อนจากประสบการณ์การทำงานร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลตลอดหลายปีที่ผ่านมา สำหรับแก การเปลี่ยนแปลงเรื่องความเสมอภาคระหว่างหญิงชายไม่ใช่เพียงแนวคิดที่พูดกันในเวทีประชุม แต่เป็นสิ่งที่มองเห็นได้จากชีวิตประจำวันของคนในครอบครัวและชุมชน

เมื่อย้อนกลับไปในอดีต สังคมที่ลุงสมปองเติบโตมามีค่านิยมชายเป็นใหญ่ฝังรากอยู่ในวิถีชีวิตอย่างชัดเจน แม้แต่เรื่องธรรมดาอย่างการกินข้าวหรือการเข้านอน ผู้ชายก็มักได้รับสิทธิ์ก่อน ขณะที่ผู้หญิงต้องอยู่ทีหลัง การตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ภายในครอบครัวก็มักขึ้นอยู่กับผู้ชายเป็นหลัก ผู้หญิงแทบไม่มีอำนาจในการกำหนดชีวิตของตัวเองมากนัก

“แต่ก่อนแถวอำนาจเจริญ ถ้าถึงเวลากินข้าวก็ให้ผัวกินก่อน เมียค่อยกินทีหลัง เวลาจะนอนก็ให้ผัวนอนก่อน คำเหล่านี้มันทำให้ผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงต้องอยู่ทีหลังตลอด”

นอกจากค่านิยมที่ปรากฏในชีวิตประจำวันแล้ว ยังมีความเชื่อบางอย่างที่ถูกถ่ายทอดต่อกันมาจนคนในชุมชนยึดถือเป็นเรื่องปกติ ลุงสมปองยกตัวอย่างความเชื่อเกี่ยวกับผ้าถุงของผู้หญิง ซึ่งผู้ชายบางคนเชื่อว่าหากลอดราวผ้าถุง หรือนำผ้าถุงไปใส่ จะทำให้มนต์หรือวิชาอาคมที่เรียนมาเสื่อมลง เวลาภรรยาไม่อยู่บ้าน แล้วฝนตก ก็จะไม่เก็บผ้าถุงให้ ความเชื่อเช่นนี้ทำให้แม้แต่สิ่งของเครื่องใช้ของผู้หญิงก็ถูกมองผ่านกรอบความคิดเรื่องเพศ

แม้ลุงสมปองจะไม่ได้เรียนวิชาอาคมด้วยตัวเอง แต่แกยอมรับว่าการได้ยินเรื่องเหล่านี้ซ้ำ ๆ มาตั้งแต่เดิมก็ทำให้เกิดความลังเลและติดค้างอยู่ในใจ เพราะความเชื่อที่ถูกหล่อหลอมมาเป็นเวลานานไม่ได้เปลี่ยนไปได้ง่าย ๆ

เรื่องเล่าเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความไม่เท่าเทียมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเรื่องใหญ่ ๆ อย่างสิทธิทางกฎหมายหรืออำนาจทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังฝังอยู่ในวิถีชีวิต ภาษา และความเชื่อที่คนในสังคมส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นด้วย

เมื่อผู้หญิงลุกขึ้นพูด ผู้ชายก็เริ่มเปลี่ยน

ลุงสมปองมองว่า การทำงานของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลที่เข้ามาส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย มีส่วนช่วยให้ผู้หญิงในชุมชนได้ลุกขึ้นมาพูดถึงปัญหา ต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเอง และทำให้คนรอบข้างเข้าใจเรื่องความเท่าเทียมมากขึ้น

สิ่งสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้หญิงเท่านั้น แต่ผู้ชายเองก็เริ่มกลับมาทบทวนพฤติกรรมของตัวเอง จากเดิมที่เคยคิดว่าผู้ชายต้องเป็นใหญ่ ต้องเป็นคนตัดสินใจทุกเรื่อง ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะรับฟังและเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมมากขึ้น

ลุงสมปองยืนยันว่า ปัจจุบันความสัมพันธ์ในครอบครัวที่จังหวัดอำนาจเจริญเปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้หญิงสามารถแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้มากกว่าเดิม ขณะที่ผู้ชายก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว

จากครอบครัวที่เปลี่ยนไป สู่ชุมชนที่น่าอยู่ขึ้น

สำหรับลุงสมปอง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในครอบครัวยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่กว้างออกไป เมื่อคนคนหนึ่งเรียนรู้ที่จะปรับตัวและมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับคนในครอบครัว เขาก็สามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปชวนเพื่อน คนใกล้ชิด และเครือญาติให้เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

กระบวนการเช่นนี้ค่อย ๆ ขยายวงจากคนหนึ่งไปสู่อีกคน จากครอบครัวหนึ่งไปสู่ครอบครัวอื่น จนกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน

ลุงสมปองเล่าถึงบรรยากาศในอดีตของชุมชนว่า เมื่อถึงช่วงเย็นหรือหลังเลิกงาน มักมีการรวมกลุ่มดื่มเหล้า ส่งเสียงดัง และสังสรรค์กันตามวงเหล้า แต่ปัจจุบันบรรยากาศในพื้นที่ที่แกพบเห็นเปลี่ยนไป ผู้คนกลับบ้านและใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น ชุมชนเงียบสงบกว่าเดิม

แกใช้สำนวนท้องถิ่นอีสานว่า “มิดจีรี” เพื่ออธิบายความเงียบสงบของชุมชน บางครั้งเมื่อถึงช่วงเย็น แทบไม่มีเสียงรถหรือผู้คนออกมาพลุกพล่าน ต่างคนต่างอยู่กับครอบครัวของตัวเองอย่างสงบ

แม้จะเป็นภาพที่ลุงสมปองพบเห็นจากประสบการณ์ในพื้นที่ แต่สำหรับแก นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ และเป็นอีกมิติหนึ่งของการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่เพียงการพูดเรื่องความเท่าเทียมในเชิงหลักการ แต่เป็นการทำให้ผู้คนใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

เมื่อครอบครัวมีความสุข ผู้คนมีความเข้าใจกัน และคนในชุมชนเริ่มเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเอง ผลของการทำงานก็สามารถขยายไปสู่เครือญาติและเครือข่ายใกล้เคียงได้อย่างต่อเนื่อง

การเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยเวลาและความพยายาม

จากประสบการณ์ที่ทำงานร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ลุงสมปองมองว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมต้องอาศัยเวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่อง แต่ละพื้นที่อาจมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ชุมชนต่างจังหวัดบางแห่งมีความเป็นเครือญาติสูง ทำให้ผู้คนรู้จักและเข้าถึงกันได้ง่าย ขณะที่พื้นที่ชุมชนเมืองอาจมีความท้าทายในการทำงานที่แตกต่างออกไป

อย่างไรก็ตาม แกเชื่อว่าความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่ได้ หากคนทำงานยังคงตั้งใจและพยายามหาวิธีทำงานที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน

“พื้นที่อาจจะไม่เหมือนกัน ชุมชนเมืองอาจจะยากกว่าต่างจังหวัด เพราะส่วนใหญ่เป็นเครือญาติ พูดกันง่าย เข้าถึงง่าย แต่พื้นที่อื่น ๆ ก็ไม่พ้นความพยายามของท่านหรอก”

ในโอกาสครบรอบ 15 ปีของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ลุงสมปองจึงอยากส่งกำลังใจให้กับคนทำงานทุกคนที่ร่วมกันขับเคลื่อนประเด็นความเสมอภาคและคุณภาพชีวิตของประชาชนมาอย่างยาวนาน เพราะแม้แต่ละคนจะมีประสบการณ์และทำงานอยู่ในพื้นที่ที่แตกต่างกัน แต่ต่างก็มีส่วนช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคม

เรื่องราวจากจังหวัดอำนาจเจริญจึงทำให้เห็นว่า การสร้างสังคมที่เท่าเทียมอาจเริ่มจากมื้ออาหารที่ผู้หญิงไม่ต้องรอให้ผู้ชายกินเสร็จก่อน จากครอบครัวที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูดและตัดสินใจร่วมกัน ไปจนถึงชุมชนที่ผู้คนใช้ชีวิตอย่างสงบและมีความสุขมากขึ้น

และเมื่อการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เหล่านี้ถูกส่งต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนอย่างต่อเนื่อง ก็อาจค่อย ๆ กลายเป็นรากฐานของสังคมที่ทุกคนมีพื้นที่ มีศักดิ์ศรี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นร่วมกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy