วันสตรีสากลกับการต่อสู้ของแรงงานหญิงสู่การเคลื่อนไหวเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคม

วันที่ 8 มีนาคมของทุกปี หรือ “วันสตรีสากล” รากจากการต่อสู้ของคนงานหญิงในยุโรปและสหรัฐอเมริกากว่า 100 ปีก่อน ที่ต้องเผชิญกับการเอารัดเอาเปรียบอย่างหนัก ทั้งการทำงานวันละยาวนานถึง 16 ชั่วโมง ค่าแรงต่ำกว่าผู้ชาย ไม่มีสวัสดิการ และสภาพการทำงานที่เลวร้าย
การลุกขึ้นเรียกร้องของคนงานหญิงในยุคนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญในระบบแรงงาน เช่น ระบบการทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ค่าแรงที่เป็นธรรมมากขึ้น และการจัดสวัสดิการให้แรงงานดีขึ้น นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้วันที่ 8 มีนาคม กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้หญิงทั่วโลก
ในประเทศไทย การเคลื่อนไหวเนื่องในวันสตรีสากลเริ่มต้นจากองค์กรผู้หญิงและกลุ่มคนงานหญิง ซึ่งสะท้อนปัญหาที่ผู้หญิงและแรงงานหญิงต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม การทำงานในชั่วโมงที่ยาวนานโดยไม่ได้รับค่าล่วงเวลา การถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย
ในช่วงแรก กิจกรรมในวันสตรีสากลมักอยู่ในรูปแบบของการจัดงานวัฒนธรรม การแสดง หรือการเสวนาเพื่อสะท้อนปัญหาของผู้หญิง แต่ยังไม่ถึงขั้นการเคลื่อนไหวเชิงสาธารณะ เช่น การเดินขบวนหรือการแสดงพลังของผู้หญิงในสังคม
คุณจะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล อธิบายว่า การทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชนด้านผู้หญิงและแรงงาน มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ผู้หญิง โดยเฉพาะคนงานหญิง ได้รวมกลุ่มกัน มองเห็นศักยภาพของตัวเอง และตระหนักว่าผู้หญิงก็สามารถเป็นผู้นำได้เช่นเดียวกับผู้ชาย
ในอดีต การรวมกลุ่มของแรงงานหญิงมีค่อนข้างน้อย เนื่องจากความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่ที่ฝังรากในสังคม ทำให้คนจำนวนมากมองว่าการเป็นผู้นำสหภาพแรงงานควรเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ผู้หญิงควรอยู่กับบ้านหรือทำงานบ้านมากกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้หญิงเริ่มรวมกลุ่มและลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิของตนเองมากขึ้น เราก็ได้เห็นผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสหภาพแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
พลังของการรวมกลุ่มทำให้ผู้หญิงและคนงานหญิงสามารถผลักดันข้อเรียกร้องสำคัญได้หลายเรื่อง เช่น การเรียกร้องค่าแรงที่เป็นธรรม ความปลอดภัยในการทำงาน และสวัสดิการแรงงาน ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในการผลักดันกฎหมายสำคัญหลายฉบับ เช่น กฎหมายประกันสังคมในปี 2533 รวมถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิการลาคลอด 90 วันในปี 2534 ผ่านกิจกรรมการเคลื่อนไหวหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเดินขบวน การเสวนา และการอดอาหารประท้วง เป็นการรวมกลุ่มจัดตั้งคนงานหญิงที่เข้มแข็ง ทำให้การเคลื่อนไหวมีพลังและประสบความสำเร็จ จนในที่สุดกฎหมายลาคลอดได้รับการประกาศใช้ในปี 2536
การต่อสู้เหล่านี้ทำให้สิทธิของผู้หญิงค่อย ๆ ก้าวหน้า จนปัจจุบันสิทธิการลาคลอดได้ขยายเพิ่มเป็น 120 วัน และผู้ชายเองก็สามารถลางานเพื่อเลี้ยงดูลูกได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสิทธิของผู้หญิงจะก้าวหน้าขึ้นในหลายด้าน แต่สถานการณ์ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กในสังคมไทยยังคงน่าเป็นห่วง
ข้อมูลจากการรวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัวของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พบว่าในปี 2567 มีข่าวความรุนแรงในครอบครัวถึง 1,529 ข่าว เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ประมาณ 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น 448 ข่าว (29.3%) และยาเสพติด 412 ข่าว (26.9%)
เมื่อจำแนกประเภทของเหตุการณ์ พบว่า
- ข่าวการทำร้ายร่างกายกันในครอบครัว 638 ข่าว (41.7%)
- ข่าวการฆ่ากันในครอบครัว 562 ข่าว เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ถึง 44.8%
- ข่าวการฆ่าตัวตาย 235 ข่าว (15.4%)
- หากรวมจำนวนข่าวการฆ่ากันในครอบครัวและการฆ่าตัวตาย พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงในครอบครัวถึง 797 ราย หรือเฉลี่ย วันละประมาณ 2 คน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้สังคมจะพูดถึงสิทธิของผู้หญิงมากขึ้น แต่ผู้หญิงจำนวนมากยังคงเผชิญกับความไม่ปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน ปัญหาทางเศรษฐกิจก็ทำให้ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยตกงาน หางานทำไม่ได้เป็นเวลานาน หรือแม้กระทั่งตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงออนไลน์
คุณจะเด็จชี้ว่า ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ การบังคับใช้กฎหมายที่ยังอ่อนแอ เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนไม่น้อยยังมองความรุนแรงในครอบครัวว่าเป็น “เรื่องส่วนตัว” ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากยังคงตกอยู่ในวงจรความรุนแรงโดยไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอ
นอกจากนี้ การทำงานเพื่อคุ้มครองผู้หญิงยังขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ งบประมาณในการสร้างระบบสนับสนุนและคุ้มครองผู้หญิงก็ยังมีอยู่อย่างจำกัด ส่งผลให้ผู้หญิงจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงความปลอดภัยหรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้
ดังนั้น ในโอกาสวันสตรีสากลปีนี้ คุณจะเด็จเสนอว่า รัฐบาลชุดใหม่ควรมีมาตรการที่จริงจังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
- การบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้หญิงจากความรุนแรงอย่างจริงจัง
- การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ
- การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือและคุ้มครองผู้หญิงอย่างเป็นระบบ
- การเพิ่มงบประมาณด้านผู้หญิงและความเท่าเทียมทางเพศ
- รวมถึงมาตรการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ผู้หญิง ทั้งการมีงานทำระยะยาวหรือการช่วยให้ผู้หญิงที่ตกงานสามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้โดยเร็ว
ท้ายที่สุด คุณจะเด็จย้ำว่า การเคลื่อนไหวของผู้หญิงในวันนี้ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงประเด็นเฉพาะกลุ่ม แต่ต้องเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมโดยรวม เพราะปัญหาที่ผู้หญิงเผชิญไม่ได้เกิดจากปัจจัยส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำทางสังคม ระบบเศรษฐกิจ และระบบการเมืองด้วย
“การต่อสู้ของผู้หญิงจึงต้องเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคม เพื่อให้ผู้หญิงสามารถมีชีวิตที่ปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และมีความเท่าเทียมอย่างแท้จริง”


