เหตุการณ์สำคัญของมูลนิธิหญิงชาวก้าวไกลในช่วงทศวรรษแรก

ปี 2554

  มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เริ่มดำเนินกิจกรรม พ.ศ 2554 โดยมีกิจกรรมแบ่งเป็น 4 ด้าน คือ

  1. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างหญิงชายโดยใช้กลไกการฟื้นฟูผู้ชายที่กระทำความรุนแรงและผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรง รวมถึงส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขและป้องกันปัญหาทั้งที่เกิดจากอคติทางเพศและเกิดจากปัจจัยแวดล้อม เช่น จากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การเสพสื่อที่มีความรุนแรงหรือมีอคติทางเพศ
  2. การปรับเปลี่ยนทัศนคติแบบชายเป็นใหญ่พัฒนาองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการทำงาน เพื่อรณรงค์สร้างความเข้าใจ ความตระหนักรู้ นำไปสู่การปรับเปลี่ยนทัศนคติแบบชายเป็นใหญ่ ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และสังคม
  3. การป้องกันและแก้ไขความรุนแรงต่อผู้หญิงและผู้ชาย ร่วมพัฒนาเครือข่ายชุมชน กลไกสหวิชาชีพ บูรณาการปัญหาความรุนแรงทั้งต่อผู้หญิงและผู้ชาย
  4. การผลักดันนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น การสนับสนุนเครือข่ายต่าง ๆ ให้มีส่วนร่วมในการผลักดันนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดจากอคติทางเพศ


ปี 2555

  จัดแคมเปญรณรงค์วันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากลเป็นครั้งแรกของมูลนิธิฯ ใช้ชื่อว่า “รู้สิทธิ รู้ใช้” เพื่อให้ผู้ถูกกระทำความรุนแรงได้รู้จักสิทธิของตัวเองตามกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว รู้ว่ามีช่องทางช่วยเหลือ และพร้อมที่จะใช้กฎหมาย เพื่อหยุดความรุนแรง ปกป้องตัวเองและแก้ปัญหาอย่างมีสติ มีการจัดพิมพ์ “คู่มือ รู้สิทธิ รู้ใช้ สำหรับผู้ถูกกระทำความรุนแรง” เผยแพร่ให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์

  มูลนิธิฯร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เช่น เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ มูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา เครือข่ายเยาวชนสกัดกั้นนักดื่มหน้าใหม่ เครือข่ายเฝ้าระวังแอลกอฮอล์กรุงเทพมหานคร  ผลักดันกฎหมายได้สำเร็จโดยมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดสถานที่หรือบริเวณห้ามบริโภคบนทาง และเรื่อง ห้ามขายหรือห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ประกอบกิจการ ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ 2551 และยังคงมีผลบังคับใช้จนมาถึงปัจจุบัน

 

 

ปี 2556

  มูลนิธิฯจัดแคมเปญรณรงค์หยุดทำร้ายผู้หญิง ที่เป็นความร่วมมือกันระหว่างมูลนิธิกับภาคธุรกิจเป็นครั้งแรก โดยร่วมมือกับนิตยสารชั้นนำ Marie Claire บริษัท เอเจนซี่ชื่อดัง BBDO Bangkok  โดยให้อาสาสมัคร 7 นักแสดง และนางแบบชื่อดังที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ทำสัญลักษณ์ใต้ตา โดยใช้เครื่องสำอางหรือลิปสติกใด ๆ ก็ได้ ถ่ายรูปและอัพขึ้นอินสตาแกรม อัพโหลดในโซเชียลเน็ตเวิร์คของตนเอง พร้อมติดแฮชแท็ก #WomenAgainstAbuse ในวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล

  จัดแคมเปญรณรงค์ “วันสงกรานต์ปลอดการคุกคามทางเพศ” ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยร่วมกับเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ ศูนย์ฝึกและอบรมเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก จัดกิจกรรมภายใต้ชื่อแคมเปญ “สาด…ไม่แต๊ะอั๋ง…แมนโคตร ๆ” มีสื่อมวลชนให้ความสนใจทำข่าวและเผยแพร่กิจกรรมผ่านหลายช่องทาง และยังมีการทำกิจกรรมนี้มาอย่างต่อเนื่อง

  มูลนิธิฯ ยกระดับการทำงานในชุมชน ในการลดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลดความรุนแรงในครอบครัว ที่นำไปสู่ความการแก้ไขปัญหาทุกมิติ เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาสุขภาพ ปัญหาอาชีพ เป็นต้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นการเกิดงานบูรณาการการทำงานร่วมกับมูลนิธิชีววิถี (Bio Thai) เพื่อพัฒนาชุมชนนำร่องลดเหล้าลดความรุนแรง ไปสู่ชุมชนเกษตรอินทรีย์ และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

  มูลนิธิฯจัดแคมเปญรณรงค์เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ร่วมกับศูนย์ฝึกและอบรมเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ภายใต้ชื่อแคมเปญ “เสียงสะท้อนหัวอกแม่… หัวอกเมีย” มีการเปิดเผยผลสำรวจ “เสียงของแม่…เสียงสะท้อนถึงลูกและสามี” เพื่อสะท้อนปัญหาที่กดทับผู้หญิงในฐานะแม่และเมีย 

 

 

ปี 2557

  ร่วมกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ ผลักดันให้เกิดกฎหมายห้ามขายห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถไฟและสถานีรถไฟเพื่อป้องกันปัญหาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญ ให้เกิดการข่มขืน คุกคามทางเพศ ทะเลาะวิวาท อุบัติเหตุและอาชญากรรมบนรถไฟ ซึ่งช่วงนั้นมีกรณีเด็กหญิงวัย 13 ปี ถูกฆ่าข่มขืนบนรถไฟ โดยผู้ก่อเหตุรับสารภาพว่าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนก่อเหตุจนต่อมาในปี 2558 ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดสถานที่หรือบริเวณห้ามขายหรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์บนทางรถไฟ และยังคงมีมีผลบังคับใช้มาถึงปัจจุบัน

 

 

ปี 2558

  สนับสนุนพื้นที่นำร่องจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ได้แก่

  1. ชุมชนบ้านคำกลาง จัดตั้ง ศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือป้องกันเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว บ้านคำกลาง ตำบลโนนหนามแท่ง จังหวัดอำนาจเจริญ
  2. ชุมชนลานทราย(ไทยเกรียง) จัดตั้ง สมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา ตำบลพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
  3. เครือข่ายชุมพร จัดตั้ง มูลนิธิเพื่อเด็กและสตรี จังหวัดชุมพร
  4. ชุมชนฟ้าใหม่ จัดตั้ง สมาคมส่งเสริมสิทธิเพื่อการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

เพื่อเป็นพื้นที่ในการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู ป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรง โดยมีกลุ่มแกนผู้ชายเลิกเหล้า กลุ่มผู้หญิงที่ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว (แนบแผ่นพับศูนย์ชุมชน-ขอจาก มญช.)

 

 

 ปี 2559

  รณรงค์ “คุณทำได้ ผู้ชายตัวจริง ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก (Man Can Do Stop Violence) เป็นกิจกรรมจำลองสถานการณ์ให้ผู้ชายเป็นฝ่ายถูกกระทำ ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกให้เลี้ยงดูลูกที่เป็นทารก เพื่อสื่อให้เข้าใจถึงหัวอกผู้หญิงที่ต้องเลี้ยงดูลูกและยังต้องเป็นผู้ถูกกระทำ ในสังคมชายเป็นใหญ่ รวมถึงเมื่อดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ยิ่งเพิ่มความรุนแรงในครอบครัว​มากขึ้นหลายเท่า

 

ปี 2560

  รณรงค์ “บ้าน…ไม่ใช่เวทีมวย” โดยร่วมมือกับ บริษัท เจ.วอลเตอร์ ธอมสัน ประเทศไทย จัดทำคลิปรณรงค์ชุด ‘Home is not a boxing ring – บ้าน…ไม่ใช่เวทีมวย’ โดยในคลิปให้อาสาสมัครที่เคยถูกสามีทำร้ายจริงๆ มาแต่งหน้าให้คล้ายกับวันที่ถูกทำร้ายมา พร้อมกับมาชูป้ายข้อความรณรงค์ “บ้าน…ไม่ใช่เวทีมวย #ผู้ชายไม่ทำร้ายผู้หญิง ในเวทีชกมวยจริง ซึ่งคลิปนี้ได้รับรางวัลBronze จากหมวด Media Lions จากเทศกาลโฆษณาระดับโลกเมืองคานส์ 2018สามารถสร้างมูลค่าจากการนำเสนอของสื่อต่างๆ คิดเป็นตัวเลขกว่า 19 ล้านบาทที่สำคัญคือ หลังจากคลิปนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้หญิงสาวหลายสิบคนกล้าลุกขึ้นมาทวงคืนสิทธิและเดินเข้ามาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา ไม่ยอมตกเป็นเหยื่อความรุนแรงอีกต่อไป

  ร่วมกับเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุราคัดค้านการขายเบียร์สดในร้านสะดวกซื้อ เพื่อปกป้องเด็ก เยาวชน และผู้หญิงจากภัยแอลกอฮอล์ กระทั่งปี 2561 รัฐบาลได้ออกอนุบัญญัติควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เรื่องกำหนดวิธีการหรือลักษณะห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยวิธีการใช้เครื่องจ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในสถานที่หรือบริเวณร้านค้าสะดวกซื้อ พ.ศ. 2561 เพื่อควบคุมไม่ให้จำหน่ายเบียร์สดในร้านสะดวกซื้อ

 

 

ปี 2561

  จัดแคมเปญรณรงค์ Don’t tell me how to dress โดยร่วมมือกับ คุณซินดี้ (สิรินยา บิชอพ) รณรงค์ติดแฮชแท็ก #Don’t tell me how to dress ในสื่อโซเชียล และจัดนิทรรศการพลังสังคมหยุดคุกคามทางเพศนำเสื้อผ้าจริงของเหยื่อที่สวมใสในวันถูกกระทำความรุนแรงมาแสดง เพื่อสร้างการรับรู้ใหม่ว่าการแต่งกายล่อแหลมไม่ได้เป็นเหตุให้ถูกคุกคามทางเพศ ในวันที่ 25 มิ.ย. - 1 ก.ค. ณ Fashion Hall ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน และวันที่ 4-15 ก.ค.ณ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร โดยได้รับการสนับสนุจาก องค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN Women)  สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บริษัท ดู ดิด ดัน จำกัดเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศมาร่วมทำข่าว และนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในงานสื่อสารของมูลนิธิที่สามารถขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังคนชั้นกลางได้รับรู้และร่วมรณรงค์ลดความรุนแรงในผู้หญิงมากขึ้น

 

 

ปี 2562

  ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เครือข่ายองค์กรงดเหล้า จัดแคมเปญรณรงค์ “สงกรานต์ปลอดภัย ปลอดเหล้า เคารพสิทธิ” (Safe Sober Respectful Songkran) เพื่อสร้างความตระหนักถึงปัญหาการคุกคามทางเพศว่า เป็นเรื่องผิดกฎหมาย รวมถึงการสร้างความเข้าใจในการเคารพให้เกียรติในสิทธิเนื้อตัวร่างกายของผู้อื่น ไม่ใช่ความรุนแรงในทุกรูปแบบ เพื่อให้สตรีได้รับการคุ้มครอง เฝ้าระวังจากการคุกคามทางเพศให้ปลอดภัยในทุกพื้นที่

  จัดกิจกรรมเนื่องในวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล ภายใต้แนวคิด “งานบ้านเป็นหน้าที่ของทุกคน ทำได้ทุกเพศ”พร้อมเชิญชวนให้ผู้ชายโพสต์รูปทำงานบ้านติดแฮกแท็ก #Houseworkchallenge #งานบ้านเป็นของทุกคนทำได้ทุกเพศ เพื่อสร้างกระแสเชิญชวนผู้ชายช่วยทำงานบ้านในการแบ่งเบาภาระผู้หญิงแต่ฝ่ายเดียว และลดช่องว่างสร้างความเข้าใจที่ดีในครอบครัวและชีวิตคู่ พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอต่อ นางมุกดา พงษ์สมบัติ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร  ผ่านนายณัฐวุฒิ  บัวประทุม ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ รองประธานคณะกรรมาธิการกิจการเด็กฯ เพื่อขอให้มีผลักดันการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว พร้อมทั้งศึกษาเนื้อหาการเรียนการสอนที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความเสมอภาคระหว่างเพศ  

 

 

ปี 2563

  ร่วมกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว( สค.) จัดทำคู่มือ "การสร้างและพัฒนาพื้นที่ปลอดภัยทางสังคมโดยชุมชน" เพื่อเป็นแนวทางในการลดปัญหาความรุนแรง สร้างพื้นที่ปลอดภัยในครอบครัวสำหรับเด็กและสตรีในพื้นที่ชุมชน

  จัดเวทีเสวนา “ตีแผ่ความจริง เมื่อคนพิการถูกล่วงละเมิดทางเพศ” และเปิดตัวหนังสือ “บาดแผลของดอกไม้” โดยอรสม สุทธิสาคร ซึ่งสะท้อนปัญหาของคนพิการที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ที่เกิดขึ้นในสังคม เพื่อให้เกิดความสนใจและตระหนักในปัญหา นำไปสู่แนวทางการป้องกันแก้ปัญหาโดยมีกระบวนการและกลไกตามกฎหมายในการพิทักษ์สิทธิ 

 

 

ปี 2564

  ร่วมมือกับ วันเดอร์แมน ธอมสัน ประเทศไทย และ สสส. จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล ภายใต้แนวคิด “ความรุนแรงในบ้าน ให้มันจบที่ครั้งแรก” และได้เปิดตัวพิพิธภัณฑ์ “Museum of First Time” พร้อม #ให้มันจบที่ครั้งแรก ที่สร้างจากเรื่องจริงของผู้ที่ถูกทำร้ายร่างกายซ้ำ ๆ ในรูปแบบออนไลน์เป็นครั้งแรกของประเทศไทย

  ร่วมมือกับสมาชิกเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน และตัวแทนครอบครัวแรงงาน ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 พื้นที่จังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดปทุมธานี ศึกษาสถานการณ์หญิงท้องติดโควิด-19 เสียชีวิตมากขึ้น อีกทั้งถูกปฏิเสธการทำคลอด การรักษา  และการเข้าถึงวัคซีนยังมีน้อย  จัดเสวนาออนไลน์ “ท้อง-คลอดใน วิกฤตโควิด ชะตากรรมแรงงาน” และยื่นหนังสือต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงมีประกาศขอความร่วมมือไปยังสถานประกอบการให้สตรีที่มีผลตรวจว่าตั้งครรภ์ควรกำหนดให้มีการทำงานที่บ้าน (Work From Home) โดยให้จ่ายค่าแรงเต็มจำนวนเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด -19           และเครือข่ายได้ยื่นหนังสือต่อกระทรวงสาธารณสุข รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) มีนโยบายให้สถานพยาบาลต้องให้การรักษา ปฏิเสธไม่ได้ หากเกินศักยภาพต้องดูแลประสานส่งต่อกรณีหญิงตั้งครรภ์ที่ติดโควิด -19 หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ร่วมถึงห้ามสถานพยาบาลเรียกเก็บค่ารักษาหากเกิดกรณีนี้

  ร่วมกับมูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว ภาคีเครือข่ายเดินรณรงค์ ยื่นหนังสือต่อกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) และสำนักงานคณะกรรมกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้เร่งหาทางแก้ไขกรณีมีการนำเสนอฉากละครเรื่อง “เมียจำเป็น” ที่ไม่เหมาะสมทั้งเนื้อหาและภาพที่มีประเด็นการคุกคามทางเพศ เพื่อป้องกันการผลิตซ้ำมายาคติผิด ๆ ต่อการข่มขืน ความรุนแรงทางเพศ และตอกย้ำความคิดแบบชายเป็นใหญ่ เป็นอุปสรรคต่อความเสมอภาคระหว่างเพศ  มีการจัดเสวนาเนื่องในโอกาส 8 มีนา วันสตรีสากลหัวข้อ “หยุดฉากข่มขืนผ่านจอ หยุดผลิตซ้ำความรุนแรงในสังคมไทย”  และจากการยื่นหนังสือได้มีการตั้งคณะกรรมการ รวมถึงการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่องการกำกับดูแลการนำเสนอเนื้อหารายการบนหลักสิทธิพื้นฐานของเด็กและเยาวชน สตรี คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาสและผู้มีความหลากหลายทางเพศในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยความร่วมมือ 5 หน่วยงาน คือ

  1. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)
  2. กระทรวงวัฒนธรรม
  3. สำนักงานคณะกรรมกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
  4. ศูนย์คุณธรรม
  5. สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์

  ร่วมกับเครือข่าย 92 องค์กร เครือข่ายผู้ปกครอง เครือข่ายเด็กและเยาวชน ยื่นจดหมายต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กรณีครู 5 คน และรุ่นพี่ 2 คน ข่มขืนนักเรียนหญิง จังหวัด มุกดาหาร และกรณีครูแชทลวงนักเรียนมาทำอนาจารในจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อให้กระทรวงฯ เร่งออกมาตรการป้องกันและแก้ไขความรุนแรงทางเพศในโรงเรียนอย่างเป็นระบบ เละเครือข่ายได้นำรายชื่อผู้สนับสนุนข้อเรียกร้องผ่านเว็บไซต์ Change.Org จำนวน 1 หมื่นรายชื่อมอบให้กระทรวงฯ นอกจากนี้ ได้มีการจัดเวทีออนไลน์ภายใต้ชื่อ “สถานศึกษากับปัญหาคุกคามทางเพศ”

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้