เมื่อเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนใกล้ตัว

Last updated: 21 ก.พ. 2565  |  234 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เมื่อเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนใกล้ตัว

(เผยแพร่บทความเมื่อ 25 มิถุนายน 2563)

จากปัญหาการข่มขืนผู้หญิงที่พบเห็นในข่าว และสถิติที่มูลนิธิฯ ได้รวบรวมจากผู้ที่มาร้องเรียน ทำให้เห็นว่าการข่มขืนส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อเลี้ยงซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุมากที่สุด รองลงมาคือญาติผู้ใหญ่ เช่น ลุง น้า อา ตาหรือปู่ และพบว่าผู้หญิงที่ถูกข่มขืนจะมีอายุประมาณ 10 – 20 ปี มากที่สุด รองลงมาคือ อายุต่ำกว่า 10 ขวบ โดยถูกกระทำมานานกว่า 1-2 ปี ซึ่งโดยทั่วไปเด็กจะไม่ยอมออกมาพูด แม้ว่าจะถูกกระทำมาแล้วเป็นระยะเวลานาน ทั้งจากการข่มขู่และใช้อำนาจบังคับไม่ให้พูด เมื่อเด็กไม่ออกมาพูดผู้กระทำความผิดจึงเกิดความย่ามใจที่จะกระทำความผิดต่อผู้อื่นยิ่งขึ้น ส่งผลให้กระทำบ่อยขึ้นจาก 1 ปี เป็น 2 ปี จนกระทั่งเริ่มมีคนสังเกตเห็น

● เหตุใดจึงเกิดขึ้นกับเด็ก

สิ่งที่เป็นรากเหง้าของปัญหาในสังคมไทยนั้น จะพบว่ามีการใช้อำนาจที่เหนือกว่า ยกตัวอย่างเช่น ผู้เป็นพ่อจะรู้สึกว่าเลี้ยงดูมา ลูกต้องกตัญญู พ่อให้ทำอะไรก็ต้องฟัง หรือผู้ชายจะถูกปลูกฝังแนวคิดชายเป็นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความแข็งแกร่ง สามารถเลี้ยงดูและคุ้มครองครอบครัวได้ เมื่อมีความความต้องการทางเพศ ก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเก็บไว้

บางที “สื่อ” มีการนำเสนอจนดูเป็นเรื่องปกติไป แต่จริง ๆ แล้ว เรื่องแบบนี้ควรตั้งคำถามกับสังคมมากขึ้นให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหาที่ยังมีอยู่

เป็นเรื่องยากที่เด็กจะออกมาร้องเรียนและลุกขึ้นมาพูด มากกว่าคนที่เป็นผู้ใหญ่ เพราะเด็กมีอำนาจน้อย ผู้กระทำมีอำนาจมากกว่า เราจะเห็นว่าเมื่อเด็กไม่พูด หรือไม่กล้าพูด เด็กจึงถูกกระทำอย่างยาวนาน จนกระทั่งมีคนสังเกตเห็น มีหลักฐานปรากฏ จากตัวอย่างกรณีที่เกิดที่จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้เป็นพี่สาวที่ออกมาช่วยเหลือเด็ก ภายหลังได้ถูกข่มขู่จากญาติผู้ใหญ่ ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าเด็กไม่มีอำนาจมากพอที่จะลุกขึ้นมาพูดได้เลย

● การแก้ปัญหา

  1. ต้องปลูกฝังให้เด็กรู้ว่าเนื้อตัว ร่างกาย เป็นเรื่องที่สำคัญ ร่างกายบางส่วนแตะต้องไม่ได้ เช่น ก้น หน้าอก อวัยวะเพศ ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์ ครอบครัวหรือในโรงเรียนเองก็ต้องสอนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นเด็กจะไม่กล้าป้องกันตัว ไม่กล้าบอกคนอื่น และไม่มีทางรู้เลยว่าผู้ใหญ่กำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งกรณีแบบนี้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากโดยที่เด็กเองก็ไม่รู้ว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ
  2. เราจะพบว่าเด็กถูกข่มขืนจากคนใกล้ตัว เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ใกล้ชิด จะต้องเอาใจใส่ คอยสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่อายุไม่เกิน 15 ปี โดยสังเกตพฤติกรรม สีหน้า แววตา และอาการซึมเศร้าของเด็ก
  3. กฎหมายคุ้มครองเด็ก ที่มีกลไกตั้งแต่ระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นเลขานุการในทุก ๆ จังหวัด จะต้องมีกลไกการทำงานมากกว่านี้ ไม่ควรนิ่งเฉย ถ้าไม่มีกลไกการทำงานคอยเฝ้าระวัง ก็จะทำให้เข้าถึงตัวผู้กระทำได้ลำบาก จะอาศัยคนใกล้ตัวเด็กอย่างเดียวคงไม่พอ การลงไปเยี่ยม พบปะกับคนในชุมชน ก็อาจจะทำให้คนที่คิดจะกระทำรู้ว่ามีคนเฝ้าดูอยู่ การข่มขืนจึงเป็นเรื่องยาก
  4. เอาผิดและจริงจังกับคนที่กระทำผิดมากขึ้น เราจะเห็นว่าในหลายกรณีที่เกิดขึ้นมักจะมีการไกล่เกลี่ยและยอมความกันไป โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จะต้องไกล่เกลี่ยไม่ได้ เป็นกฎหมายอาญา ดังนั้นตำรวจต้องทำหน้าที่ให้เข้มข้นมากกว่านี้

การข่มขืนได้ทิ้งรอยแผลทั้งทางกายภาพและสภาพจิตใจกับผู้ถูกกระทำอย่างรุนแรง และยังเป็นการทำลายตัวตนความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกระทำ เด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงโดยการข่มขืนมีความเสี่ยงสูงต่อการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะในวัยรุ่นอาจนำไปสู่การมีครอบครัวทั้งที่ยังไม่พร้อม ที่สำคัญเราจะวนเวียนอยู่กับปัญหานี้ไม่มีที่สิ้นสุด หากยังไม่แก้ไขกันอย่างจริงจัง

จะเด็จ เชาวน์วิไล
ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้