เสวนายกบทเรียนข่มขืนเด็ก14 เตือนสติฝ่ายเกี่ยวข้องแก้ปัญหาให้ตรงจุด

11 ก.ย. 60 / อ่าน:24
 

         วงเสวนายกบทเรียนเด็กหญิง14 ถูกข่มขืน เตือนสติฝ่ายเกี่ยวข้องแก้ปัญหาให้ตรงจุด ชี้เหยื่อทางเพศ มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ใช่ผู้ก่ออาชญากรรม  หนุนปฏิรูปตำรวจ เหตุเป็นต้นทางกระบวนการยุติธรรม แต่ยังขาดความเป็นมืออาชีพ ด้านทนาย เผยกม.เปิดช่องทีม สหวิชาชีพเข้าร่วมส่งผลดีต่อผู้เสียหาย แนะเร่งคุ้มครองผู้เสียหาย ตามหลักสิทธิมนุษยชน ขณะที่ ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เผยปัญหาล่วงละเมิดทางเพศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คนใกล้ตัวน่ากลัวยิ่งกว่าคนแปลกหน้า  เหยื่อส่วนใหญ่เป็นเด็ก เหล้า-สารเสพติด เป็นปัจจัยร่วม 

          


   ในเวทีเสวนา ข่มขืนพุ่ง รุนแรงเพิ่ม ตื่นเถิดประเทศไทยจัดโดย โครงการปกป้องเด็กและเยาวชน  ลดปัจจัยเสี่ยงทางสังคม แผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ  มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล  สหทัยมูลนิธิ  เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชน  และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ที่โรงแรมเอบีน่าเฮ้าส์ 

            นายฮานีฟ หยงสตาร์  เลขาธิการมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ  ในฐานะทนายความโจทย์ร่วมคดีเกาะแรด จ.พังงา กล่าวว่า จากคดีของเด็กหญิง14 ปีที่เกิดขึ้นนั้น แบ่งออกเป็น 2 คดี คดีแรกดำเนินการไปตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว ขณะนี้น้องและแม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทย์ ร่วม ศาลนัดพิจารณาคดีสืบพยานโจทก์จำเลย เดือนพ.ย.นี้  ซึ่งเป็นการส่งฟ้องของพนักงานอัยการ ในส่วนตัวคิดว่าคดีนีจะไม่มีปัญหาอะไรในการพิจารณาคดี ส่วนคดีนี้แจ้งความไปเมื่อวันที่ 31 ส.ค. เป็นคดีที่เกี่ยวโยงกับคดีเก่า ที่มีจำเลยเป็นผู้ต้องหา40คน ทั้งนี้ความสำคัญของคดีอยู่ที่การรวบรวมหลักฐานให้ได้มากที่สุด และมีน้ำหนักที่สุด ซึ่งเจ้าทางหน้าที่ตำรวจต้องทำงานให้รัดกุม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ผู้เสียหายบอก ซึ่งทางเครือข่ายจะเข้าร่วมเป็นโจทย์ และให้คำปรึกษาแก่ผู้เสียหาย

            “ปัญหาข่มขืน โดยเฉพาะกับเด็กเยาวชน ในอดีตส่วนมากเป็นการให้การแบบชี้นำ แต่ในปัจจุบันมีการแก้ไข กฎหมาย โดยมีทีมสหวิชาชีพเข้ามาร่วมสอบถามผู้เสียหาย จะส่งผลให้คำให้การของผู้เสียหายน้ำหนักมากขึ้น นอกจากนี้การคุ้มครองผู้ถูกกระทำโดยเฉพาะเด็กนั้นจะต้องทำด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จากคดีที่เกิดความล่าช้าในการคุ้มครองเด็ก เนื่องจากติดเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย อีกทั้งการทำงานของทุกฝ่ายควรมีเครือข่ายที่กว้างขวางกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อนำเด็กออกจากพื้นที่ได้เร็วที่สุด” นายฮานีฟ กล่าว

            นางทิชา ณ นคร  ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า จากกรณีข่มขืนเด็กหญิงอายุ14 และอีกหลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศที่ผลิตซ้ำในสังคมไทย มันยืนยันชัดเจนว่า เมื่อมีประเด็นการใช้อำนาจทางเพศ ให้ผู้หญิงหรือเหยื่อ เตรียมอับอาย พร้อมรับข้อสงสัยความเป็นหญิงดีหญิงชั่ว และเตรียมหาทางหลบซ่อนตัวให้ดี เพราะสถานการณ์หลังจากนั้นเหยื่อจะถูกทำให้เป็นเสมือนผู้ก่ออาชญากรรม หรือถูกข่มขืนซ้ำในพื้นที่สาธารณะ ขณะที่การตอบรับของกระบวนการยุติธรรมในจุดต้นน้ำ ซึ่งหมายถึงตำรวจ พบว่าหลายกรณียังขาดความเป็นมืออาชีพ  เช่น การเข้าถึงความจริง การตั้งข้อหา การให้ความเป็นธรรมเบื้องต้น และนี่คือเหตุผลที่ต้องปฏิรูปองค์กรตำรวจ  

            "ในทางกฎหมายเมื่อเหยื่อทางเพศร้องขอความเป็นธรรม กระบวนการยุติธรรม ณ จุกต้นน้ำต้องทำให้เธอเหล่านั้นมีศักดิ์ศรี มีคุณค่าในความเป็นมนุษย์ เธอไม่ใช่ผู้ก่ออาชญากรรม อย่าข่มขืนเธอซ้ำ ที่สำคัญ การเก็บข้อมูล ข้อเท็จจริง การคุ้มครองพยาน การปฏิบัติต่อพยานเพื่อให้ความจริงในตัวพยานได้ทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์ และผู้กระทำทั้งที่มีอำนาจ มีอิทธิพล ต้องถูกกฎหมายดำเนินคดี ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างมืออาชีพ เพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดลอยนวล" นางทิชา กล่าว

            นายเตชาติ์  มีชัย เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชน กล่าวว่า ทราบว่าผู้ถูกกระทำอยู่ในภาวะเครียดมาก มีความรู้สึกด้อยค่า ที่ทำให้พ่อแม่ยายและคนในครอบครัวเดือดร้อน ที่สำคัญเด็กมีความรู้สึกแย่ที่สังคม ชุมชน มองว่าเด็กโกหก ดังนั้น เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องทำความจริงของคดีนี้ให้ปรากฏโดยเร็ว และนำคนผิดมารับโทษทั้งหมดให้ได้ อีกทั้งต้องคุ้มครองผู้เสียหายให้เป็นไปตามหลักการสิทธิมนุษยชน ในขณะที่ไม่ควรให้เด็กกลับเข้าไปอยู่ในชุมชนหรือต้องไปชี้จุดเกิดเหตุ อาจใช้วิธีอื่นใด เช่น การชี้ภาพ สถานที่ ร่วมกับทีมสหวิชาชีพแทน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

            “ขอเรียกร้องต่อทุกภาคส่วนให้ร่วมต่อต้านการข่มขืน การค้ามนุษย์ในทุกรูปแบบ และร่วมกันเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวัง  ส่วนความพยายามทำให้ผู้ถูกกระทำขาดความน่าเชื่อถือ ด้วยข้อมูลบิดเบือนต่างๆนานานั้น ถือเป็นวิชามารที่พบเห็นมาตลอดในการทำคดีแบบนี้ ซึ่งทุกวันนี้สังคมเท่าทันข้อมูลเหล่านี้มากกว่าในอดีตเยอะ ถือเป็นข้อดีของโลกสังคมออนไลน์ที่ข่าวสารเดินทางไปไกลและรวดเร็ว  ทำให้คนได้คิดว่าแท้จริงแล้วใครกันแน่ได้ประโยชน์ ใช่การปกป้องเหยื่อผู้ถูกกระทำอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ สุดท้ายแล้วความจริงก็คือความจริงนายเตชาติ์ กล่าว 

            ขณะที่ นายจะเด็จ เชาวน์วิไล  ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า สถานการณ์การข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศนับวันแนวโน้มยิ่งเพิ่มขึ้น สะท้อนจากที่มูลนิธิฯเก็บรวบรวมข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ พบว่า เกินครึ่ง51.3%เป็นข่าวข่มขืน13.7%ข่าวพยายามข่มขืน ส่วนความสัมพันธ์ของผู้ที่กระทำ เกือบครึ่งหรือ40%เป็นคนคุ้นเคย 12% เป็นเครือญาติ คนในครอบครัว และ8.7%รู้จักกันผ่านโซเชียล ขณะที่อายุผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่26.4% อายุเพียง11-15ปี และ23.9%อายุ16-20ปี

           "จากสถานการณ์ชี้ชัดว่า แนวโน้มการข่มขืน มักมาจากคนใกล้ชิด คุ้นเคย และกรณีที่พังงาเห็นชัดเจนว่าเป็นเพื่อนบ้าน ส่วนปัจจัยกระตุ้นให้ก่อเหตุ ยังมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการใช้สารเสพติด ดังนั้นสิ่งที่สังคมต้องเรียนรู้และเฝ้าระวังมากที่สุดคือ คนใกล้ตัว อยากให้มองปัญหาคนใกล้ตัวใกล้บ้านให้เป็นปัญหาใหญ่กว่าคนแปลกหน้า และกลุ่มเด็กเป็นกลุ่มที่น่าห่วงมากที่สุด ควรช่วยกันสอดส่องดูแล และไม่ควรใช้เงื่อนไขอำนาจชายเป็นใหญ่ไปกระทำต่อผู้หญิงและเด็ก ซึ่งจะเห็นว่าการใช้อำนาจการทำร้ายผู้หญิงเกิดขึ้นถี่ และสถานการณ์มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้กระทำไม่ได้เกรงกลัวการถูกลงโทษตามกลไกทางกฎหมาย อีกทั้งคนใกล้ชิดกฎหมายเป็นคนที่ใช้กฎหมายไปในทางไม่ถูกต้อง เช่น ให้ไกล่เกลี่ยยอมความ" นายจะเด็จ กล่าว




มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล (มญช.) 50/6 รัชดาภิเษก 42-44 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 Women and Men Progressive Movement Foundation 50/6 Ratchadaphisek 42-44 Rd., Chandrakasem , Chatuchak, Bangkok 10900, Thailand. Tel. 0 2513 2889 fax 0 2513 2856 e-mail : info@wmp.or.th
Admin