บทความ หยุดความรุนแรงในครอบครัว อังคณา อินทสา & จรีย์ ศรีสวัสดิ์ จากนิตยสาร hugmagazine

24 ธ.ค. 59 / อ่าน:329
 

อ่านบทความฉบับเต็มที่นี่ http://www.hugmagazine.com/ColumDetail/tabid/82/articleType/ArticleView/articleId/5524/----.aspx

หยุดความรุนแรงในครอบครัว
อังคณา อินทสา & จรีย์ ศรีสวัสดิ์

     ความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาใหญ่ที่ซุกตัวอยู่รอบข้างเรามานาน และไม่ได้ส่งผลกระทบแบบปัจเจกอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะมันสามารถชอนไชกัดกินสังคมได้ลึกถึงราก เพื่อตีแผ่และหาวิธีหยุดปีศาจร้ายที่ชื่อว่าความรุนแรง วันนี้เราจึงมาพูดคุยกับ คุณอังคณา อินทสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และคุณจรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย ที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลค่ะ

รู้จักกับมูลนิธิ

     คุณอังคณา : ความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานาน เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของบุคคลที่อยู่ในครอบครัว ปัญหานี้ไม่ใช่เกิดแล้วจบ มันมีประเด็นที่เป็นวงจรและส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่นๆ มากมาย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มองว่าการแก้ไขปัญหาความรุนแรงจะบอกเฉพาะผู้หญิงไม่ได้ เรามองว่าคนที่เป็นผู้กระทำความรุนแรง ซึ่งพบว่าผู้ชายเป็นผู้กระทำส่วนใหญ่ ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องของการแก้ไขปัญหานี้ด้วย เรามองเรื่องการสร้างความเสมอภาคระหว่างหญิงและชายค่ะ 


นิยามของความรุนแรงในครอบครัว

     คุณอังคณา : คนส่วนใหญ่ในสังคมจะเข้าใจว่า ความรุนแรงในครอบครัวคือตีกันหัวแตก แต่เรามองว่าไม่ใช่แค่การทุบตีทางด้านร่างกายอย่างเดียว การดุด่า การไม่ให้เกียรติภรรยา หรือสามีไปมีภรรยาน้อย การทำร้ายจิตใจกัน ก็ถือเป็นความรุนแรงอีกรูปแบบหนึ่ง 
     
ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเกิดจากอะไร

     คุณอังคณา : เกิดมาจากระบบคิดที่มูลนิธิมองว่าเป็น ‘ระบบคิดแบบชายเป็นใหญ่’ เป็นศูนย์กลางอำนาจ วิธีคิดที่รู้สึกว่าตนเองมีอำนาจเหนือกว่า สามีรู้สึกว่าสามารถกระทำอะไรกับภรรยาก็ได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่สุดที่จำเป็นต้องแก้ ส่วนเรื่องเหล้า ยาเสพติด เป็นปัจจัยกระตุ้นหนึ่งเท่านั้นที่ทำให้ผู้กระทำขาดสติ    

     คุณจรีย์ : การมองว่าเมื่อไม่พอใจ ฉันก็สามารถใช้กำลังบังคับ ใช้วิธีการดุด่าได้ เหมือนว่าภรรยาเป็นสมบัติของตัวเอง จะทำอะไรก็ได้ รูปแบบนี้แหละค่ะ ที่สะท้อนระบบคิดแบบชายเป็นใหญ่ เป็นรากของปัญหาค่ะ
    
ความคิดแบบชายเป็นใหญ่

     คุณอังคณา : ผู้ชายเป็นศูนย์กลางของทุกเรื่องในครอบครัว ด้วยกรอบการสอน การบอกว่า ผู้ชายต้องเป็นผู้นำ เป็นผู้ที่ต้องทำงานนอกบ้านหาเลี้ยงครอบครัว แล้วผู้หญิงเองก็จะมีกรอบของเขา เช่น ต้องเป็นแม่บ้าน ดูแลบ้าน กรอบแบบนี้ ทำให้ผู้ชายเองก็มีวิธีคิดว่าเมื่อมีครอบครัว แต่งงานกันแล้ว เขาสามารถที่จะใช้ความรุนแรงกับอีกฝ่ายได้ และเรามองว่าเรื่องระบบคิดแบบชายเป็นใหญ่โยงกับสถาบันในสังคมต่างๆ ด้วย อย่างโรงเรียนก็จะสอนให้ผู้หญิงเป็นอีกแบบหนึ่ง ผู้ชายอีกแบบหนึ่ง เรื่องการให้คุณค่าของหญิงและชายมันต่างกัน เราพบว่าผู้หญิงบางคนไม่มีอำนาจตัดสินใจอะไรเลยในครอบครัว ล่าสุดเป็นกรณีเจ้าของหอพัก ซึ่งมีฐานะดีมาก เงินที่ได้จากค่าเช่าหอประมาณเกือบล้านบาทต่อเดือน เขาให้ภรรยาใช้หนึ่งหมื่นบาทต่อเดือน แล้วภรรยาทำอะไรไม่ได้นะคะ นอกจากดูแลลูก และใช้ให้ได้ภายในหนึ่งหมื่นบาท เพราะว่าเขามองว่าเขามีอำนาจที่เหนือกว่าแล้ว เขาเป็นคนควบคุมทุกเรื่องในบ้าน รวมไปถึงบังคับให้ภรรยามีความสัมพันธ์ ถอดเสื้อผ้าเดินในบ้านก็ได้ 

     ปรากฏการณ์แบบนี้มีให้เห็นในสังคมทั่วๆ ไป หรือบางคนก็อาจจะเห็นภาพที่ผู้หญิงทำงานนอกบ้านด้วยนะ ทำงานในบ้านด้วย ดูแลลูกด้วย แล้วก็เกิดทะเลาะเบาะแว้ง นำมาสู่การใช้ความรุนแรงทางด้านร่างกาย ซึ่งจะเกิดจากระดับเล็กๆ ก่อน ดุด่ากันก่อน ทะเลาะกันก่อน แล้วก็นำไปสู่ระดับความรุนแรงที่มากขึ้น 

     แล้วเวลามีปัญหา ผู้หญิงกว่าจะลุกมาดำเนินการ หรือเอาผิดได้มันยากมาก เพราะผู้หญิงจะมีความพึ่งพิง พึ่งพา คือเขาถูกสอนมาแบบนั้น อย่างเช่นน้องผู้หญิงคนนี้เคยมาหามูลนิธิครั้งแรกเมื่อ 4 ปีก่อน ด้วยปัญหาถูกทำร้ายร่างกายจากสามี เอะอะก็ทุบตี ชงนมให้ลูกช้า ลูกร้องก็ตี ผู้หญิงเองก็รู้สึกว่าเขาต้องพึ่งพิงและป่วย มีภาวะโรคเลือด ไม่ได้ทำงาน ต้องเลี้ยงลูก ดูแลลูก ก็ยอมถูกทุบตีแบบนี้ค่ะ 

     ครั้งแรกที่มา เราพาไปพักที่บ้านพักฉุกเฉินที่ปลอดภัย สามีก็ตามกลับไป ซึ่งถามว่าการตามกลับไปเราเห็นด้วยไหม เราอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ว่าเราต้องเคารพการตัดสินใจของเขา เราก็มีกระบวนการตามเป็นช่วงๆ แต่ว่าหลังจากนั้นเขาหายเงียบไป ซึ่งช่วงที่หายไปเขาถูกกระทำโดยตลอด 

ปัญหาเรื่องการพึ่งพิงแก้ไขอย่างไร

     คุณอังคณา : ในหลายกรณีผู้หญิงตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม และถูกกระทำแบบเดิม เพราะผู้หญิงเองถูกสอนให้อยู่กับครอบครัวด้วยการพึ่งพิงและพึ่งพามานาน ผู้หญิงหลายคนที่ลุกขึ้นมาเพื่อจะออกจากครอบครัว จนเลยนะ ไม่มีเงิน ไม่มีโอกาส ไม่มีศักยภาพ ไม่มีอะไรเลย เราจึงต้องสร้างพลังให้ผู้หญิงเห็นคุณค่าตัวเองว่าสามารถที่จะทำงานหารายได้ได้นะ เป็นพ่อและเป็นแม่ได้ ดูแลลูกและทำมาหาเลี้ยงชีพได้ 

เหตุที่ไม่สามารถก้าวพ้นปัญหาได้

     คุณจรีย์ : ปัญหาเรื่องความรุนแรงในครอบครัวยังมีมายาคติหลายอย่างที่สังคมมอง ซึ่งทำให้ผู้หญิงเข้าไม่ถึงการที่จะหลุดพ้นจากตรงนั้นได้ คำว่ามายาคติยกตัวอย่างเช่น คนมักจะมองว่าผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรงส่วนใหญ่จะเป็นคนที่การศึกษาน้อย ไม่มีงานทำ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่กรณีที่มูลนิธิเจอเป็นคนชนชั้นกลางก็มี วุฒิปริญญาตรีก็มี 

     คุณอังคณา : มายาคติเหล่านี้ทำให้ผู้หญิงรู้สึกจำนน 

     คุณจรีย์ : และคำสอนบางอย่างก็บอกว่า ต้องทนสิ ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า คุณเป็นผู้หญิง คุณต้องอดทนเพื่อลูก เรื่องเหล่านี้ถูกปลูกฝัง ทำให้บางทีผู้หญิงไม่สามารถที่จะลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองได้ 

     คุณอังคณา : ผู้หญิงไม่มีพื้นที่ในการขอคำปรึกษา ขอความช่วยเหลือ หลายคนเมื่อเกิดปัญหาความรุนแรงเขาก็ไปขอคำปรึกษากับครอบครัว พ่อแม่ก็จะบอกว่าอดทนบ้าง จริงๆ ควรจะคุยไหม แล้วผู้หญิงบางคนก็มองว่าผู้ชายส่วนหนึ่งจะเปลี่ยนตัวเองได้ ปรับตัวเองได้ แล้วก็อดทน บางคนอดทนมา 30 ปีกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว 

ความรุนแรงที่พบบ่อย

     คุณอังคณา : ส่วนใหญ่ใช้ความรุนแรงตั้งแต่ระดับดารดุด่า แล้วก็ใช้กำลังทุบตี บางคนก็ไปมีเมียน้อย ปัญหาจะเกิดขึ้นประมาณนี้ค่ะ ผู้หญิงเองก็พยายามที่จะแก้ไขปัญหาด้วยการพูดคุย พอไม่ได้ก็หาคนกลาง เช่น พ่อแม่ของผู้หญิง พ่อแม่ฝ่ายชาย ครอบครัวของผู้ชาย ถ้าตกลงกันไม่ได้ ไปแจ้งความที่สน. ใกล้บ้าน พนักงานสอบสวนก็จะรับแจ้งความในครั้งแรกๆ ถ้ามีครั้งที่สอง ครั้งที่สามเขาไม่รับแล้ว เพราะว่าพนักงานสอบสวนเอง เขามองว่าเรื่องครอบครัว เดี๋ยวสามีภรรยาก็ดีกัน    

     คุณจรีย์ : บางกรณีที่รุนแรงมาก ใช้เตารีดนาบตามร่างกายก็มี

     คุณอังคณา : หรือใช้หมอนรองแล้วก็ชกไปตามอวัยวะในร่มผ้า เพื่อทำให้คนนอกไม่เห็น มีอยู่กรณีหนึ่ง สามีใช้สนับมือชกที่หัวภรรยา หรือสามีบางคนก็เอาผู้หญิงอื่นมานอนด้วย แล้วให้ภรรยาดู 

     คุณจรีย์ : เป็นการทำร้ายทางจิตใจนะ คือไม่เห็นบาดแผลข้างนอก แต่ว่ามีบาดแผลข้างใน หรือบางกรณีบังคับให้ภรรยาค้าประเวณีก็มีนะ

     คุณอังคณา : มีกรณีหนึ่งที่มูลนิธิเจอคือ ผู้ชายเป็นทหาร ผู้หญิงเป็นแม่ค้า พอเมาเขาก็จะมีอาการหวาดระแวงภรรยา กลัวว่าภรรยาจะไปมีความสัมพันธ์กับคนข้างห้องหรือคนที่ญาติกัน ส่วนใหญ่ที่เข้ามาผู้ชายมักจะดื่มแอลกอฮอล์และเจ้าชู้ แล้วพอผู้หญิงเริ่มอยากลุกขึ้นมาแก้ปัญหา ผู้ชายก็หวาดระแวง เพราะเขารู้สึกกลัวสูญเสียอำนาจบางอย่างจากการควบคุมผู้หญิง กลัวว่าตัวเองจะไม่สามารถควบคุมเธอได้ก็ลงไม้ลงมือ ใช้ความรุนแรงหนักขึ้น

มีกรณีฝ่ายชายถูกกระทำไหม

     คุณอังคณา : มีกรณีชายรักชายค่ะ ผู้ชายอายุมากกว่ามาชอบพอกับน้องผู้ชายหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง มีความสัมพันธ์กัน เมื่อมีความสัมพันธ์ก็เกิดความหึงหวงตามมา น้องผู้ชายรู้สึกว่าเขาทนไม่ไหวแล้ว อยากจะเลิก เพราะว่าถูกทำร้ายทุบตีด้วย เมื่อถูกทำร้ายในตอนแรกเขาก็พยายามแก้ปัญหาด้วยการย้ายที่ทำงานหนี พยายามที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว 

     แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือพี่ผู้ชายข่มขู่ว่าถ้าเลิก ฉันจะไปบอกที่บ้านเธอว่าเธอเป็นเกย์ น้องเขาถูกข่มขู่คุกคามมาโดยตลอดค่ะ เขาใช้วิธีการเสิร์ชเข้าไปในอินเตอร์เน็ต เพื่อดูว่าจะขอความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง เจอมูลนิธิเพื่อนหญิง ชื่อบอกว่าผู้หญิง เขาก็รู้สึก เอ๊ะ ไม่รู้จะเข้าไปอย่างไร หรือมูลนิธิผู้หญิง ชื่อก็บอกว่าเป็นผู้หญิงอีก 

     เรื่องนี้เราใช้กฎหมายพรบ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว นิยามความหมายของบุคคลในครอบครัวกฎหมายไม่ได้บอกว่าเป็นหญิงและชาย เราก็ตีโจทย์ว่าการที่เขามีความสัมพันธ์กัน นั่นถือเป็นบุคคลในครอบครัวแล้วนะ ใช้กลไกของกฎหมายเข้ามาช่วยน้องผู้ชาย        

     คุณจรีย์ : ไม่ได้หมายความว่าวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่คือเฉพาะผู้ชายนะคะ แล้วเราก็ไม่ได้โทษผู้ชายอย่างเดียว เพราะทุกคนถูกสังคมหล่อหลอมมาเหมือนกัน 

คำแนะนำถึงผู้ที่ประสบปัญหาความรุนแรง

     คุณอังคณา : เรามองว่าเบื้องต้นต้องหาคนกลาง เพราะว่าเมื่อมีคนกลางเข้ามา ฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่าเขาก็จะมีอำนาจลดลง มีคนมาช่วยพูด หรือช่วยแก้บางอย่าง และต้องเป็นคนกลางที่เข้าใจปัญหาความรุนแรง คือเวลาเกิดปัญหาความรุนแรงอาจจะไม่โทษที่ผู้ถูกกระทำ เข้าใจว่าทั้งสองฝ่ายต้องปรับพฤติกรรมทั้งคู่ ถ้ายังให้โอกาสกันและกันอยู่ ไม่มองว่าผู้ถูกกระทำที่เป็นผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นคนผิด หรือตั้งคำถามกับเขาว่า “ไม่ทำกับข้าวหรือเปล่า”“ไม่ปรนิบัติสามีหรือเปล่า” “ไม่ดูแลลูกหรือเปล่า” ในหน้าหนังสือพิมพ์บางครั้งเราเห็นข่าวผู้หญิงถูกข่มขืน แล้วบอกว่าเพราะผู้หญิงนุ่งสั้น ใส่สายเดี่ยวหรือเปล่า โทษผู้ถูกกระทำหมดเลย

     เมื่อมีคนกลางพูดคุยก็ต้องดูว่าสามารถตกลงอะไรร่วมกันได้บ้างในเบื้องต้น ถ้าสมมติว่าคนกลางไม่สามารถที่จะช่วยได้ ขอคำปรึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ลองลุกขึ้นมาค่ะ แล้วก็ตอนนี้มีกฎหมายคือพรบ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว เจตนารมณ์ของกฎหมายไม่ต้องการให้สามีและภรรยาเลิกกัน แต่เจตนาของกฎหมายต้องการฝ่ายที่มีปัญหาปรับพฤติกรรม แล้วทำให้ครอบครัวกลับมาเป็นครอบครัวที่สมานฉันท์ 

     สิ่งสำคัญคือผู้หญิงเองต้อง ‘กล้า’ ที่จะบอกว่ามีปัญหาเกิดขึ้นในครอบครัวของฉันแล้วนะ ไม่ควรจะปกปิดหรือว่าไม่พูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และต้องอย่ามองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัว พอเราคิดว่าปัญหาเรื่องครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัวปุ๊บ ทุกอย่างหยุดเลย แก้ปัญหาต่อไม่ได้ มันก็เลยมีการรณรงค์ว่าปัญหาความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแล้ว ต้องเป็นเรื่องสาธารณะที่ใครพบเห็นก็สามารถเข้าไปช่วยเหลือ แจ้งความได้ บอกได้ 

     คุณจรีย์ : จากหลายกรณีข่าว มีการพบว่าผู้หญิงบางคนเจอปัญหาความรุนแรงจนทนไม่ไหว เขาก็มีการตอบโต้กลับไปด้วยความรุนแรง เช่น ฆ่าสามี ซึ่งกรณีนี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วยนะ เนื่องจากถูกกดดันมานาน คุยกับใครก็ไม่ได้ วันหนึ่งทนไม่ไหวก็สวนกลับ ซึ่งเรารู้สึกว่าไม่อยากให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น เราก็เลยพยายามจะมองว่าเรื่องครอบครัวควรเป็นเรื่องสาธารณะ ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมแก้ไข ทำให้ผู้หญิงมีทางเลือก ลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองได้ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมาย มีคนกลางเข้าไปช่วย ไม่ใช่ปกป้องตัวเองด้วยวิธีรุนแรงโต้กลับไป
    
เราจะออกจากกรอบแนวคิดเดิมอย่างไร

     คุณจรีย์ : ในแง่การจะเปลี่ยนทัศนคติ เรื่องระบบคิดแบบชายเป็นใหญ่ การหล่อหลอมวิธีคิดเหล่านี้ที่เป็นรากของปัญหา มันเริ่มมาตั้งแต่สถาบันครอบครัวเดิมที่เราถูกปลูกฝัง เช่น เป็นภรรยาเขาแล้วจะต้องดูแลเขาอย่างดี ต้องกราบเท้าสามี เราอาจจะต้องมาฉุกคิดเรื่องเหล่านี้ให้มากขึ้นไหม หรือในสถานศึกษาเอง ในคู่มือการเรียนก็ยังมีแบ่งบทบาทหญิงชาย เรื่องเหล่านี้อาจจะต้องมารื้อใหม่ไหม 

     หรือการให้คุณค่าที่เท่าเทียมกัน มีความเสมอภาค ที่ฝ่ายหนึ่งจะต้องไม่รู้สึกว่าแข็งแรงกว่า อยู่เหนือกว่า ฉันจะทำอะไรกับใครก็ได้ คิดว่าอาจจะต้องทลายหลายๆ เรื่องที่ปลูกฝังเรามา เพราะจู่ๆ จะให้ไปบอกว่าคุณต้องคิดแบบนี้สิ ไม่ได้ค่ะ เพราะถูกปลูกฝังมาเยอะ ฉะนั้นการแก้ไขต้องรื้อทั้งหมด รวมถึงสื่อมวลชนต้องไม่ตอกย้ำ เช่น ละครตบจูบ สิ่งเหล่านี้เป็นระบบคิดที่ถูกใส่เข้ามาซ้ำอยู่ในหัวเรา

     คุณอังคณา : คือเวลาเห็นฉากทำร้ายกันในครอบครัว หลายคนก็จะมองเป็นเรื่องปกติธรรมดาไป แต่ถามว่ามีได้ไหม มีได้ค่ะ แต่จะบอกอย่างไรให้คนรู้ว่าเรื่องแบบนี้ มันทำไม่ได้นะ ต้องเคารพอีกฝ่ายนะ ซึ่งเรามองว่าต้องรื้อแก้ทุกส่วนไปพร้อมกัน จะมาบอกว่าให้ผู้หญิงลุกขึ้นมาอย่างเดียวก็ไม่ได้ 

     บางคนอาจจะรู้สึกว่ามันไม่เกิดกับฉันหรอก ไกลตัวฉัน แต่ว่าเอาเข้าจริงคนที่อยู่รอบข้างเขาก็มีปัญหาเรื่องแบบนี้แหละ แต่เขายังมองว่าเป็นเรื่องในครอบครัวไง ถ้าไม่ช่วยกันจะนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้น จากการวิจัยเราพบว่าเด็กส่วนใหญ่ที่เห็นภาพความรุนแรงในครอบครัว โตมาก็มีพฤติกรรมความรุนแรงไม่ต่างกัน




มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล (มญช.) 50/6 รัชดาภิเษก 42-44 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 Women and Men Progressive Movement Foundation 50/6 Ratchadaphisek 42-44 Rd., Chandrakasem , Chatuchak, Bangkok 10900, Thailand. Tel. 0 2513 2889 fax 0 2513 2856 e-mail : info@wmp.or.th
Admin